สรุปงานสัมมนา Microsoft Future Now : เสนอแพลตฟอร์ม AI ที่ไม่ไกลเอื้อม พร้อมรับโจทย์ทุกธุรกิจ

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ทางไมโครซอฟท์ได้จัดงานสัมมนาที่ชื่อ Future Now เพื่อนำเสนอนวัตกรรมด้าน AI จากไมโครซอฟท์ว่าปัจจุบันได้ก้าวหน้าไปแค่ไหนแล้ว รวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่างๆ อาทิเช่น เกษตรกรรม ธนาคาร ปิโตรเคมี เป็นต้น โดยหัวข้อหลักมี 3 หัวข้อประกอบด้วย Keynote จาก คุณธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไมโครซอฟท์ประเทศไทย และช่วงสนทนากับลูกค้า จากนั้นปิดท้ายด้วยหัวข้อสัมภาษณ์ ดร. พญ. พิจิกา วัชราภิชาต นักวิจัยจาก Microsoft Research Cambridge ในหัวข้อ AI กับงานด้าน Healthcare

โอกาสที่เกิดจากเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

คุณธนวัฒน์ ได้เล่าถึงเทคโนโลยีในปัจจุบันที่เข้าไปอยู่ในทุกอุตสาหกรรมว่า “เราไม่เคยคาดคิดกันมาก่อนว่าจะเกิดการ Disrupt มากมายขนาดนี้ นับจากอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรกๆ อย่างสื่อมวลชนไปจนถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นโอกาสทางเทคโนโลยีในทุกภาคส่วนที่บริษัทต้องคว้าเอาไว้ให้ได้เพื่อให้อยู่รอดในยุคปัจจุบัน

สิ่งที่บริษัทต้องมีเพื่อให้เท่าทันยุคเทคโนโลยีนั้น คุณธนวัฒน์ได้กล่าวถึงคำว่า ‘Tech intensity‘ คือ ความสามารถในการนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ด้วยหลักการ 2 ข้อคือ

  • Tech Adoption คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาแล้วให้เกิดประสิทธิภาพ
  • Tech Capability คือการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่อย่างแตกต่าง โดยต้องไม่ไปแข่งกับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด

หัวใจการทำ Digital Transformation ให้สำเร็จ

ในการทำ Digital Transformation นั้นมีขั้นตอนอยู่ 4 ส่วนคือ Engaging Customers, Empowering Employees, Optimizing Operations และ Transforming Products & Services ซึ่งส่วนที่เชื่อมโยงขั้นตอนทั้งหมดเอาไว้ด้วยกันคือ ‘ข้อมูล’ ที่ถือเป็นสิ่งล้ำค่าในยุคนี้และบริษัทควรนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตามบริษัทเองจะไม่สามารถเติบโตไปได้เลยหากขาด ‘Growth Mindset’ ซึ่งต้องเกิดมาจากทัศนะคติของคนในองค์กรที่ต้องมีความกระหายอยากเรียนรู้ในทุกอย่าง รวมถึงการยอมรับว่าความผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้ และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ต้องเรียนรู้และนำไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อีกในอนาคต

ไมโครซอฟท์ได้เข้าไปเป็นแพลตฟอร์มหลักของธุรกิจแล้ว

สำหรับประเทศไทยเอง ทางไมโครซอฟท์ได้เข้าไปช่วยในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ แล้ว โดยคุณธนวัฒน์ได้หยิบยกตัวอย่างส่วนหนึ่งที่บริษัทได้เข้าไปมีส่วนร่วม เช่น ภาคธนาคารได้เริ่มใช้เทคโนโลยี Machine Learning เพื่อนำไปวิเคราะห์ข้อมูลตอบโจทย์ลูกค้า ธุรกิจ Retail ก็มีเทคโนโลยีอย่าง Chatbot เข้าไปโต้ตอบกับลูกค้า และสุดท้ายธุรกิจน้ำมันของประเทศอย่าง ปตท. ก็ได้นำเทคโนโลยีด้าน Face Recognition จากไมโครซอฟท์ไปใช้ในกรณีของการจับใบหน้าคนขับรถของบริษัทว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือไม่เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน จะเห็นได้ว่าไมโครซอฟท์นั้นมีบทบาทอยู่เบื้องหลังในหลายภาคธุรกิจของประเทศและพร้อมผลักดันให้ประเทศของเราก้าวเข้าสู่ยุค ‘AI First’

ทำไมถึงต้องเป็นไมโครซอฟท์ AI

สำหรับ AI จากไมโครซอฟท์มีผลงานประจักษ์ชัดเจน เช่น ในปี 2016 เทคโนโลยีการตรวจจับวัตถุจากภาพของไมโครซอฟท์มีความสามารถเทียบเท่ากับคนในระดับความแม่นยำถึง 96% และในปี 2017 เทคโนโลยีการถอดความจากเสียงพูดของไมโครซอฟท์ก็ทำได้ดีกว่าคนเช่นกัน จนถึงต้นปี 2018 นี้เองเทคโนโลยี AI ของไมโครซอฟท์ได้พัฒนามาจนถึงจุดที่สามารถอ่านและแปลความเทียบเท่ากับคน นี่คือหลักฐานที่สร้างความมั่นใจต่อลูกค้าได้ว่าไมโครซอฟท์พร้อมแล้วที่จะเข้ามาช่วยเหลือลูกค้าในการแก้ปัญหาและเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม AI จะไม่สามารถแสดงศักยภาพได้เลยหากปราศจากโครงสร้างพื้นฐานอันแข็งแรงซึ่ง Microsoft Azure มีดาต้าเซ็นเตอร์กว่า 100 แห่งทั่วทุกมุมโลก รวมถึงทีมงานทั้งไทยและต่างประเทศที่รองรับความต้องการของลูกค้า แถมยังมี Security Center ที่สมบูรณ์แบบ ทำงาน 24/7 จึงพร้อมให้บริการในทุกด้านครอบคลุมไปตั้งแต่ Cloud ถึงระดับ Edge และมองไปถึงการพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยเมื่อไม่นานมานี้ข่าวการเข้าซื้อกิจการ GitHub ของไมโครซอฟท์ แสดงให้เห็นว่าบริษัทเองมีความตั้งใจที่จะเข้าสู่ยุคแห่งโอเพ่นซอร์ส แม้กระทั่งปัจจุบันนี้บนคลาวด์ของ Azure มีการใช้งานมากกว่าครึ่งที่เป็น Linux ด้วย นอกจากนี้ยังจับมือกับ SAP และ Adobe เพื่อสร้างความสะดวกต่อลูกค้าให้ใช้งานได้จากแพลตฟอร์มเดียว ทั้งหมดนี้คือคำตอบว่าทำไมลูกค้าจึงควรเลือกไมโครซอฟท์

คุณธนวัฒน์ ได้ทิ้งท้ายถึงความมุ่งหวังของไมโครซอฟท์ว่า “ความสำเร็จของไมโครซอฟท์คือการที่ลูกค้าประสบความสำเร็จ”

กลยุทธ์การทำ Digital Transformation จากองค์กรชั้นนำ

ไมโครซอฟท์ยังได้เชิญพาร์ทเนอร์ที่บริษัทได้เข้าไปช่วยเป็นส่วนหนึ่งของการทำ Digital Transformation มาเล่าให้ฟังประสบการณ์การของแต่ละคนซึ่งบริษัทเชิญมาคือ SCG, Feedback 180 , Grab และ Bangkok Airways

มุมมองจาก SCG คือ “ปัจจุบันงานวิจัยในห้องทดลองถูกผลิตออกมาใช้งานจริงในราคาที่จับต้องได้และต่อไปจะไม่มีใครสามารถผูกขาดเป็นเจ้าตลาดได้แต่ทุกคนต้องมาร่วมกันเพื่อทำให้เกิดความเร็วในการพัฒนา” ดังนั้นบริษัทปูนซีเมนต์อันดับหนึ่งจึงใช้กลยุทธ์ 3 ข้อเพื่อสนับสนุนการทำ Digital Transformation คือ

  • Internal Startup คือการเลือกทีมงานที่มีผลงานทางนวัตกรรมเปิดเป็นบริษัทย่อย เพื่อพัฒนาสิ่งใหม่ไปนำเสนอกับลูกค้า
  • Data Analytics ส่วนนี้มีผลโดยตรงกับธุรกิจหลักของ SCG เพราะใช้ข้อมูลสร้างโมเดลทางธุรกิจเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการ
  • Investment คือการเข้าไปสนับสนุนเงินทุนให้กับบริษัทที่มีนวัตกรรมน่าสนใจซึ่ง SCG สามารถนำมาต่อยอดทางธุรกิจได้โดยไม่ต้องไปลงทุนเริ่มใหม่

บริษัท Feedback 180 ได้เน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถไปต่อในยุค Digital ได้คือ Customer Experience คือบริษัทต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้าสู่ยุค Digital จึงจะสามารถสร้างประสบการณ์ที่ล้ำเลิศให้กับลูกค้าได้ ทั้งนี้ยังต้องเข้าใจไปถึงอารมณ์ของลูกค้า เช่นความเร็วแบบ Real-time หรือ ความเสมือนจริงอย่างเทคโนโลยี AR , VR เป็นต้น

Grab นั้นเป็นบริษัทที่เริ่มต้นจากเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่แล้ว ซึ่งในมุมของบริษัทเองได้พยายามสร้าง Ecosystem ที่ดีในทุกภาคส่วนดังนี้

  • Quality of life คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น บริการแท็กซี่ หรือ บริการส่งของ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจ SME มีต้นทุนขนส่งลดลง อีกทั้งยังสะดวกรวดเร็วด้วย
  • Micro Entrepreneur คือความใส่ใจดูแลผู้ที่มีรายได้จาก Grab เป็นอาชีพให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
  • Strategic Partner ส่วนไหนที่ Grab ไม่ถนัดก็จะดึงพาร์ทเนอร์เข้ามาร่วม เช่น ใช้เทคโนโลยีจากไมโครซอฟท์, Kbank ในแพลตฟอร์มการจ่ายเงินออนไลน์ หรือ Sunday Insurance เพื่อทำประกันให้กับพนักงาน เป็นต้น

Bangkok Airways ได้เปลี่ยนตัวเองให้เกิดการทำงานแบบ Smart Workplace โดยเริ่มจากการทำ Transformation ในส่วนของการประชุมผ่านทางเทคโนโลยี Collaboration ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพนักงานที่อยู่ห่างไกลลงอย่างมาก รวมถึงการทำ Knowledge Management คือการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบของ Digital เพื่อส่งต่อให้พนักงานรุ่นหลังเรียนรู้ได้ ปัจจุบันได้มีการนำ Bot มาใช้ใน Workflow การทำงานเพื่อรับส่งข้อมูลที่มีรูปแบบตายตัวข้ามไปยังหลายแผนกในองค์กรที่ช่วยลดเวลาได้มาก

Artificial Intelligence กับงานด้านการแพทย์ หรือ HealthTech

ภายในงานนี้มีแขกรับเชิญพิเศษบินตรงมาจาก Microsoft Research ประเทศอังกฤษ หรือ ดร. พญ. พิจิกา วัชราภิชาต โดยก่อนหน้าที่จะผันตัวสู่งานด้าน AI ทาง ดร. พญ. พิจิกา ได้เล่าให้ฟังว่าเธอมีแรงบันดาลใจมาจากที่ได้เห็น AI มาแข่งตอบคำถามกับคนแล้วชนะ จากวันนั้นจึงตัดสินใจศึกษาด้านคอมพิวเตอร์อย่างจริงจังและต่อมาได้ไปร่วมงานกับไมโครซอฟท์ที่ประเทศอังกฤษและมุ่งมั่นวิจัยด้าน AI ต่อยอดไปกับพื้นฐานความรู้เดิมที่ตนถนัดอย่าง Healthcare เสมอมา

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในกลุ่มงาน Healthcare มีหลายกรณีดังนี้

1.การไขปัญหารหัสพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของมนุษย์ซึ่งเรียงต่อกันอยู่แทบจะไร้ที่สิ้นสุด โดย AI จะสามารถเข้ามาช่วยทำนายแนวโน้มได้ว่าบุคคลคนนั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอะไรในอนาคต

2.การคิดค้นสูตรยาใหม่ที่กระบวนการเดิมกินเวลากว่า 10-15 ปี หาก AI เข้ามาช่วยจะทำให้กระบวนการคิดค้นรวดเร็วขึ้นและมีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างมาก

3.การเกิดโรคหัวใจในประเทศอินเดียซึ่งตรงนี้ไมโครซอฟท์ได้นำ AI เข้าไปทำนายการเกิดโรคหัวใจของคนอินเดีย โดยปัญหาเดิมคือสิ่งที่เรียนกันมายังไม่สามารถหาต้นตอได้อย่างถ่องแท้แต่เมื่อใช้ AI เข้าไปเรียนรู้แล้วจึงพบสาเหตุของปัญหาที่เข้ากับลักษณะประชากรได้อย่างตรงจุด

4.การอ่านฟิล์มของมะเร็งในสมองนั้นจำเป็นต้องใช้แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญมาตรวจสอบซึ่งเราสามารถสอน AI เพื่อช่วยคัดกรองขั้นต้นทำให้ลดเวลาอันมีค่าให้กับแพทย์ได้

ส่วนในอนาคต AI น่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำวิจัยค้นหาและทดสอบตัวยาใหม่ๆ ก่อนออกสู่ตลาดและการทำความเข้าใจในลักษณะเชิงพันธุกรรมของมนุษย์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ความท้าทายของการศึกษาเรื่อง AI ในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ความเห็นของ ดร. พญ. พิจิกา คือ AI จะเป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวของเราคอยหาข้อมูลที่จำเป็นต่อเรามาให้แต่ยังมีความท้าทายที่มนุษย์ต้องพัฒนาไปให้ได้คือ

  • Trust  คือ ปัจจุบันเริ่มเกิดคำถามว่าเราจะสามารถไว้ใจ AI ได้จริงหรือไม่ ดังนั้นมนุษย์จะต้องหาวิธีทำให้ AI สามารถอธิบายตัวเองให้ได้ว่าทำไมถึงตอบออกมาเช่นนั้น
  • Self Learning คือ ต่อไป AI จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากหลายทาง เช่น อุปกรณ์ IoT ที่อยู่รอบตัวเรา ดังนั้นควรที่จะพัฒนา AI ให้สามารถเรียนรู้ข้อมูลด้วยตัวเองให้ได้

ฝากถึงอนาคตของชาติและผู้สนใจด้าน AI

สำหรับเด็กไทยที่ยุค AI จะมาถึงอย่างแน่นอน ทาง ดร. พญ. พิจิกา แนะนำว่าปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เยาวชนเข้าแข่งขันกับประเทศอื่นได้คือเรื่องภาษาและการเขียนโปรแกรม โดยจะต้องปลูกฝังให้เด็กเข้าใจตรรกะการเขียนโปรแกรมให้เร็วที่สุดในภาษาโปรแกรมใดก็ได้ ส่วนอีกประเด็นสำหรับผู้ที่สนใจเข้ามาใช้งาน AI ต้องมีการเตรียมตัวคือควรมีพลังในการประมวลผลที่ดีซึ่งตรงนี้ไมโครซอฟท์ก็มีความพร้อมบริการอยู่แล้ว แต่อีกปัจจัยที่จะขาดไม่ได้และสำคัญที่สุดเลยก็คือความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะปัจจุบันเราสามารถเข้าถึงคอร์สต่างๆ ได้ผ่านทางออนไลน์แล้วและ ดร. พญ. พิจิกา ก็เผยว่าเริ่มแรกตนก็ใช้วิธีเรียนออนไลน์เช่นกัน


About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

NEXUS เชิญร่วมสัมมนาฟรี “Digitizing Intelligent Omni-Channel for your Retail Business” อาวุธลับความสำเร็จของธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบใหม่

บริษัท เน็กซัส ซิสเท็ม รีซอร์สเซส จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษา วางระบบซอฟต์แวร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจ ร่วมกับ SAP ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ อันดับ 1 และ DELL EMC ผู้ให้บริการฮาร์ดแวร์ ชั้นนำของโลก ขอเรียนเชิญผู้บริหาร ทีมไอที และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนา "Digitizing Intelligent Omni-Channel for your Retail Business" เพื่อเรียนรู้แนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆ มาเปลี่ยนให้ธุรกิจค้าปลีกของคุณก้าวสู่การเป็น Omni-Channel และ Online-to-Offline (O2O) ได้อย่างเต็มตัว ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2019 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานดังนี้

กรณีศึกษา: API กับการทำ Open Banking และการนำ API ไปต่อยอดธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นทั่วโลก

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ข้อมูลได้เข้ามามีบทบาททั้งในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนเป็นอย่างมาก และ API นั้นก็ถือเป็นเบื้องหลังที่สำคัญอันหนึ่งในการทำให้การนำข้อมูลมาใช้งานนั้นเกิดขึ้นได้อย่างแพร่หลายและกว้างขวางอย่างทุกวันนี้ ในบทความนี้เราจะมาเล่าถึงกรณีศึกษาในการนำ API มาใช้ในธุรกิจต่างๆ ทั้งกรณีของการทำ Open Banking ที่กำลังเป็นแนวโน้มใหญ่ และการใช้งาน API ในธุรกิจอุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกท่านได้นำไปประยุกต์ใช้เข้ากับธุรกิจของตนเองได้