ทุกวันนี้ธุรกิจองค์กรกำลังต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตที่รวดเร็วของข้อมูล, ความกระจัดกระจายของการจัดเก็บข้อมูล, การติดตามและควบคุมสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล ไปจนถึงการโยกย้ายข้อมูลระหว่าง Platform ที่มีการใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาของ AI ได้ส่งผลให้ความซับซ้อนเหล่านี้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
Pure Storage ได้ทราบดีถึงความท้าทายดังกล่าวนี้ที่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกล้วนต้องเผชิญ จึงได้ทำการพัฒนาสถาปัตยกรรมใหม่ของระบบ Storage และเปิดตัวออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวภายใต้ชื่อ Pure Storage Enterprise Data Cloud ที่ได้ผสานแนวคิดใหม่ซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อนในการบริหารจัดการข้อมูลและระบบ Enterprise Storage ที่กระจัดกระจาย
ในบทความนี้ เราจะเจาะลึกถึงปัญหา และแนวทางที่ Pure Storage Enterprise Data Cloud เลือกใช้ในการเอาชนะความท้าทายดังกล่าวกันครับ

4 ความท้าทายในการบริหารจัดการ Data และ Enterprise Storage
Pure Storage พบว่าความท้าทายในการบริหารจัดการ Data และ Enterprise Storage ที่องค์กรต้องเผชิญในปัจจุบัน มีดังนี้
- การมี Data Silo เกิดขึ้นจำนวนมากและกระจัดกระจายในองค์กร ทั้งในระบบ On-Premises, Public Cloud และ Hybrid Cloud ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการใช้งาน, เกิดความซับซ้อนในการใช้งานและบริหารจัดการข้อมูล อีกทั้งยังอาจมีข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งองค์กร
- การขาดความสามารถในการควบคุมการเข้าถึง ใช้งาน และจัดเก็บข้อมูลทั่วทั้งองค์กร จากการที่ข้อมูลกระจัดกระจาย ส่งผลให้ธุรกิจอาจไม่ทราบถึงการมีอยู่ของข้อมูลบางชุด, ไม่ทราบถึงการใช้งานข้อมูลที่เกิดขึ้นในธุรกิจ ไปจนถึงไม่ทราบด้วยซ้ำว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกปกป้องอย่างเหมาะสมอยู่หรือไม่
- การที่ยังคงต้องบริหารจัดการ Data และ Storage แบบ Manual รวมถึงยังคงต้องทำงานในเชิงรับ เมื่อมีหน่วยงานใดในองค์กรต้องการใช้งานพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบน Storage ฝ่าย IT ก็ยังคงต้องมีการ Provision ระบบด้วยตนเอง, กำหนดแนวทางการปกป้องข้อมูลเอง และอาจต้องมีการโยกย้ายข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าในการทำงาน และอาจเกิดความผิดพลาดในระหว่างดำเนินการได้
- การใช้ข้อมูลได้อย่างไม่คุ้มค่าและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ด้วยสาเหตุข้างต้นนั้น ส่งผลให้ในภาพรวมธุรกิจไม่สามารถทำการเข้าถึงและใช้งานข้อมูลที่มีอยู่ได้อย่างคล่องตัว, คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพดังที่คาดหวังได้
เพื่อช่วยให้ธุรกิจองค์กรทั่วโลกสามารถเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ได้ Pure Storage จึงได้ทำการพัฒนา Pure Storage Enterprise Data Cloud ขึ้นมา ด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ Storage ใหม่ และกำหนดรูปแบบการใช้งาน Storage ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้งานและจัดการข้อมูลในเชิงรุกได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่องค์กรต่างๆ กำลังเผชิญในปัจจุบัน คือการสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมข้อมูลของตนได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งอาจนับเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดรองจากพนักงาน รูปแบบการจัดเก็บข้อมูลแบบดั้งเดิมก่อให้เกิดปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย การจัดเก็บข้อมูลแยกส่วนเป็น Silo และการขยายตัวของข้อมูลอย่างไร้การควบคุม ทำให้ทีมไอทีต้องเสียเวลาอันมีค่าไปกับการคัดลอกและการโอนย้ายข้อมูล
Pure Storage มองเห็นหนทางที่ดีกว่า โดย Enterprise Data Cloud (EDC) คือแนวทางเชิงสถาปัตยกรรมสำหรับการจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลที่จะมาเปลี่ยนแปลงวงการ ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถจัดการข้อมูลทั่วทั้งระบบได้อย่างง่ายดาย ด้วยความคล่องตัว ประสิทธิภาพ และความเรียบง่ายที่เหนือกว่า
ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ EDC ทีมไอทีสามารถบริหารจัดการคลาวด์ข้อมูลเสมือนได้จากส่วนกลางด้วยการควบคุมที่เป็นหนึ่งเดียว ครอบคลุมทั้งระบบแบบ On-Premises, Public Cloud และ Hybrid ทำให้สามารถบริหารจัดการและกำกับดูแลข้อมูลได้อย่างชาญฉลาดและเป็นอัตโนมัติทั่วทั้งระบบ ในขณะที่องค์กรยังจะมีความพร้อมมากขึ้นในการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ลดความเสี่ยง และมีความสามารถในการควบคุมและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่ดีขึ้นได้ในทุกสภาพแวดล้อม เราเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อลูกค้าของเราในประเทศไทย” – Wei Meng Ng, Regional Director, ASEAN, Pure Storage กล่าว
Pure Storage Enterprise Data Cloud: ตอบโจทย์การบริหารจัดการ Data และ Enterprise Storage ด้วยสถาปัตยกรรมใหม่ Virtualized Cloud of Data

แนวทางของ Pure Storage Enterprise Data Cloud (EDC) นั้นคือการนำสถาปัตยกรรมใหม่ที่มีชื่อว่า Virtualized Cloud of Data มาใช้ ซึ่งเป็นการผสานรวมระบบ Enterprise Storage จาก Pure Storage ทั้งในแบบ On-Premises, Public Cloud และ Hybrid Cloud ที่ธุรกิจองค์กรใช้อยู่ ให้ทำงานร่วมกันเสมือนเป็นระบบ Cloud เดียวกัน

แนวทางดังกล่าวนี้จะทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถบริหารจัดการระบบ Enterprise Storage ทั้งหมดได้ในแบบรวมศูนย์ โดยมีข้อมูลของธุรกิจเป็นศูนย์กลางของการบริหารจัดการ แทนที่จะเป็นการบริหารจัดการอุปกรณ์ Enterprise Storage อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจองค์กรสามารถทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้

- เปลี่ยนจากการบริหารจัดการระบบ Storage มาสู่การบริหารจัดการ Data Service แทน โดยสถาปัตยกรรม Virtualized Cloud of Data จะทำให้ธุรกิจสามารถผสานรวมระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่ทั้งแบบ On-Premises และ Cloud บนเทคโนโลยีของ Pure Storage ให้กลายเป็น Resource กลางของธุรกิจ และเลือกแบ่งสรรทรัพยากรเหล่านั้นสำหรับการให้บริการ Data Service ในแต่ละ Platform ที่ต้องการได้อย่างยืดหยุ่น เข้าถึงและใช้งานข้อมูลในแต่ละส่วนได้ตามต้องการ
- บริหารจัดการและกำกับดูแลการใช้ข้อมูลได้แบบรวมศูนย์ ธุรกิจองค์กรจะสามารถกำหนดนโยบายการกำกับดูแลข้อมูลได้จากศูนย์กลาง และบังคับใช้ในทุกอุปกรณ์ Enterprise Storage ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันได้
- กำหนดนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและการปกป้องข้อมูลได้จากศูนย์กลาง ธุรกิจองค์กรจะสามารถกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัย และการสำรองข้อมูลได้ผ่านสถาปัตยกรรม Virtualized Cloud of Data ช่วยให้มั่นใจได้ว่าทุกข้อมูลสำคัญของธุรกิจจะถูกปกป้องด้วยนโยบายที่เป็นไปตามมาตรฐานกลางที่กำหนด
- โยกย้ายข้อมูลธุรกิจได้อย่างอิสระ ไม่ว่าธุรกิจองค์กรจะต้องการใช้งาน AI หรือ Data Analytics บน Platform ใด ธุรกิจองค์กรก็จะสามารถทำการย้ายข้อมูลระหว่าง On-Premises และ Cloud ที่ใช้งานอยู่ได้อย่างอิสระ เพื่อให้ข้อมูลธุรกิจที่ต้องการนั้นอยู่ใน Platform เดียวกับ Workload ที่ต้องการได้อยู่เสมอ
- เพิ่มขยายระบบจัดเก็บข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง การเพิ่มขยายทรัพยากรของระบบ Enterprise Storage จะเกิดขึ้นได้ทันทีที่ต้องการ เสมือนกับว่ากำลังใช้บริการ Cloud อยู่ ไม่ว่า Enterprise Storage นั้นจะอยู่บน On-Premises หรือ Cloud ก็ตาม
- คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง การใช้งานระบบใดๆ ของ Pure Storage จะถูกเปลี่ยนไปเป็น OpEx ทั้งหมด โดยมีการคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง ให้ประสบการณ์เดียวกับการใช้บริการ Cloud
Pure Storage Enterprise Data Cloud สามารถส่งมอบประสบการณ์ของ Virtualized Cloud of Data ได้ จากการผสมผสานองค์ประกอบ 3 ส่วนสำคัญเข้าด้วยกัน ได้แก่

- Evergreen Architecture ด้วยการนำเสนอประสบการณ์ในการใช้งาน Enterprise Storage ในรูปแบบใหม่ที่ธุรกิจองค์กรจะได้รับ Enterprise Storage Platform ซึ่งสามารถเพิ่มขยายได้อย่างต่อเนื่อง, อัปเกรดได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงานของระบบ และคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง พร้อมการดูแลรักษาแก้ไขปัญหาในแบบ Managed Services และการประยุกต์ใช้ AI ทำให้ธุรกิจสามารถใช้งาน Enterprise Storage ได้อย่างยืดหยุ่นไม่ว่าจะเป็นการใช้งานบนระบบ On-Premises หรือ Cloud
- Virtualized Cloud of Data ความสามารถของ Platform จาก Pure Storage ที่สามารถให้บริการข้อมูลได้ทั้งในแบบ Block, File และ Object ในหนึ่งเดียวทั้งบน On-Premises และ Cloud นั้น ทำให้การผสานรวมระบบบริหารจัดการ Storage แบบรวมศูนย์บน Cloud ช่วยเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งาน Enterprise Storage แบบเดิมๆ ไปสู่ประสบการณ์แบบเดียวกับ Cloud ได้อย่างสมบูรณ์ เสมือนเป็นบริการ Cloud Storage ที่ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกที่จะจัดเก็บข้อมูลได้ทั้งภายใน Data Center ของตนเอง และบริการ Cloud ที่เลือกใช้งาน
- Intelligent Control Plane ธุรกิจองค์กรสามารถกำหนดนโยบายทั้งในแง่ของการควบคุมการใช้งาน, การกำกับดูแลการเข้าถึงข้อมูล, การรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการสำรองปกป้องข้อมูลได้จากศูนย์กลางผ่าน Cloud ส่งผลให้ทุกๆ การให้บริการ Data Service ของธุรกิจองค์กรนั้นเป็นไปได้อย่างมีมาตรฐานและเป็นระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Automation, Integration, Thin Provisioning, Deduplication, Replication, Snapshot, QoS หรือ Ransomware Protection ก็ตาม

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า Pure Storage Enterprise Data Cloud จะเข้ามาพลิกโฉมการดูแลรักษาระบบ Enterprise Storage แบบดั้งเดิมที่มุ่งเน้นอุปกรณ์ ไปสู่ประสบการณ์แบบ Cloud ที่ยืดหยุ่นและมุ่งเน้นที่ Data ดังนั้นไม่ว่าธุรกิจองค์กรจะต้องการใช้งานข้อมูลที่ใด Pure Storage Enterprise Data Cloud ก็สามารถให้บริการข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถจัดการกับข้อมูลสำคัญได้อยู่เสมอ
สนใจโซลูชันจาก Pure Storage ติดต่อทีมงาน Pure Storage ประเทศไทยได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ Pure Storage สามารถติดต่อทีมงาน Pure Storage ประจำประเทศไทยได้โดยตรงที่ jkunasinkjja@purestorage.com หรือติดต่อตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยทาง Westcon Comstor ได้ที่ marketing.asean@comstor.com
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






