Breaking News

ทำความรู้จัก Self-Driving Car ฉบับเบื้องต้น

Self-Driving Car รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (หรือในอีกชื่อหนึ่ง: รถยนต์ไร้คนขับ) นับเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มาแรงที่สุดในขณะนี้ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างๆเช่น Google, Apple, Uber, Baidu เลยไปจนถึง Intel และอื่นๆ ต่างก็กระโดดเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดนี้กันอย่างแน่นขนัด ไม่นับรวมไปถึงบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆอีกมากมาย แต่ตัวตนแท้จริงของรถยนต์ไร้คนขับนั้นเป็นอย่างไรกันแน่? บทความนี้จะแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกันแบบชัดเจนยิ่งขึ้น

(ส่วนหนึ่งของบทความอ้างอิงและเรียบเรียงมากจาก Everything about Self Driving Cars Explained for Non-Engineers)

เทคโนโลยีหลักในการสร้างรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัตินั้นเป็นนวัตกรรมที่บูรณการเทคโนโลยี 4 อย่างเข้าด้วยกัน ได้แก่ Computer Vision, Deep Learning, Robotic, และ Navigation

Computer Vision นั้นเปรียบเสมือนตาของรถที่ทำให้รถยนต์นั้นรับรู้สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวได้ เทคโนโลยีที่ใช้ก็มีตั้งแต่การติดตั้งกล้องถ่ายภาพ การใช้คลื่นเสียงเบื่อตรวจจับวัตถุรอบๆในลักษณะเดียวกับเรดาร์ และการใช้เลเซอร์

ตัวอย่างการใช้เซนเซอร์ คลื่นเสียง และกล้อง ใน Tesla (Credit: Tesla)

Deep Learning ถือเป็นสมองของรถยนต์ไร้คนขับเลยทีเดียว โมเดล Deep Learning ที่ถูกเทรนด์มาอย่างดีจะทำหน้าที่วิเคราะห์สภาพในท้องถนน เช่น การตรวจจับว่ารถขับตรงเลนหรือไม่ การตรวจจับผู้ใช้ทางเท้า การระบุป้ายจราจรและสัญญาณไฟจราจร ความเหมาะสมในการเร่งเครื่องหรือเบรก และอื่นๆอีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นส่วนที่เป็นพื้นฐานของการตัดสินใจกระทำใดๆของรถ

Robotic นั้นค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญยิ่ง นั่นคือการแปลงจากคำสั่งที่ประมวลผลมาแล้ว (สัญญาณไฟฟ้า) ให้กลายเป็นคำสั่งที่ใช้กับเครื่องยนต์และส่วนต่างๆของรถได้จริง

Navigation เทคโนโลยีการนำทางเป็นทั้งส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมจากข้อมูลแผนที่ การประมวลผล และการตัดสินใจเส้นทางการขับเคลื่อนของรถยนต์

การทำงานโดยทั่วไปของรถยนต์ไร้คนขับนั้นจะอาศัยการรับข้อมูลผ่านทางกล้องหรือคลื่นเสียงแล้วนำมาประมวลผลด้วย Deep Learning แล้วจึงนำคำตอบจาก Deep Learning นี้ (เช่น: มีป้ายจราจรให้ลดความเร็ว) ไปเปลี่ยนเป็นคำสั่งในการขับเคลื่อนรถยนต์ต่อไป

ระดับของรถยนต์ไร้คนขับ

เมื่อไม่นานมานี้ BMW ประกาศตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไร้คนขับเลเวล 5 ภายในปี 2021 “เลเวล 5” นี้หมายความถึงระดับของความอัตโนมัติของรถยนต์ ซึ่งมีการแบ่งออกเป็นหลายระดับ ดังนี้

  • Level 0 คือรถยนต์ที่มนุษย์ต้องควบคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง ไล่ไปตั้งแต่การบังคับทิศทาง เบรก สตาร์ทเครื่อง ฯลฯ
  • Level 1 รถยนต์โดยมากยังถูกควบคุมโดยมนุษย์ แต่มีบางฟังก์ชั่นที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ เช่นการยังคับทิศทาง หรือการเร่งเครื่อง
  • Level 2 การบังคับทิศทางหรือการเร่งเครื่องอย่างใดอย่างหนึ่งถูกทำโดยระบบอัตโนมัติซึ่งจะทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องใช้ทั้งแขนและขาพร้อมกัน เช่น ระบบ cruise control
  • Level 3 รถยนต์ขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติแต่ต้องมีผู้ขับขี่คอยเฝ้าระวังและแทรกแซงในกรณีที่ฉุกเฉินหรือต้องการความปลอดภัยสูง
  • Level 4 รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบเต็มตัว แต่สามารถขับเคลื่อนในสภาวะที่มันถูกออกแบบมาเท่านั้น
  • Level 5 รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติซึ่งมีความสามารถในการขับขี่เทียบเท่ามนุษย์

มาตรฐานที่ถูกกำหนดขึ้นโดยหน่วยงาน National Highway Traffic Safety Administration (NHTSA) ของสหรัฐฯดังกล่าวจะทำให้ผู้ใช้มีจุดอ้างอิงที่ชัดเจน อีกทั้งยังสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมิณอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทอย่างมาในบริษัทผู้ให้บริการประกันรถยนต์

ประโยชน์ของรถยนต์ไร้คนขับ

แน่นอนว่ารถยนต์ไร้คนขับนั้นไม่ใช่เพียงนวัตกรรมเท่ๆเท่านั้น สำนักข่าว Business Insider สรุปประโยชน์ของรถยนต์ไร้คนขับไว้อย่างตรงประเด็น 3 ข้อใหญ่

  1. ท้องถนนจะมีความปลอดภัยมากขึ้น รถยนต์ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่รับรู้และตอบสนองต่อสภาพภายนอกได้อย่างรวดเร็วนั้นย่อมจะช่วยให้การขับขี่มีความปลอดภัยมากขึ้น งานวิจัยจาก Eno Centre for Transportation กล่าวว่าหาก 90% ของรถยนต์ในสหรัฐฯเป็นรถอัตโนมัติ จะช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุลงได้เกือบ 80% เลยทีเดียว
    Credit: Waymo
  2. การจราจรและการใช้เชื้อเพลิงจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การลดอุบัตเหตุนั้นนอกจากจะลดความสูญเสียแล้วยังเป็นการกำจัดสาเหตุที่รถติดบนท้องถนน การมีแท็กซี่ขับเคลื่อนอัตโนมัติจะจูงใจให้ผู้คนใช้รถยนต์ส่วนตัวน้อยลง และการตัดสินใจของระบบอัตโนมัติจะทำให้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยการเบรกและเร่งอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น และมีการคาดการณ์ว่าจะสามารถลดอัตราการเกิดคาร์บอนได้สูงถึง 300 ล้านตันต่อปี
  3. มีเวลามากขึ้น เมื่อรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ผู้ใช้งานสามารถนำเวลาในการเดินทางไปทำอย่างอื่นได้อย่างเต็มที่ และการที่รถอัตโนมัติช่วยลดการเกิดรถติด จะทำให้เวลาในการเดินทางสั้นลง McKinsey มีการประเมิณว่าเมื่อรถยนต์อัตโนมัติเข้าสู่กระแสหลัก จะช่วยประหยัดเวลาในท้องถนนรวมๆแล้วกว่า 1 พันล้านชั่วโมงต่อวัน

ใครอยู่ตรงไหนของเกมนี้

การพัฒนา ลงทุน และทดสอบรถยนต์ไร้คนขับนั้นปรากฎให้เห็นในหน้าข่าวไม่เว้นแต่ละวัน บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งทางด้านเทคโนโลยี และผู้ผลิตรถยนต์ต่างก็มีแผนที่จะผลิตรถยนต์ดังกล่าวขึ้น Navigant Research ทีมวิจัยและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสีเขียวทั่วโลกได้ทำการศึกษาและประเมิณกลยุทธและการดำเนินงานของบริษัทต่างๆในการสร้างรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติและได้เผยการศึกษาออกมาในช่วง Q2 ของปี 2017 ที่ผ่านมา มีผลลัพธ์ดังนี้

Leaderboard ผู้นำด้านรถยนต์ไร้คนขับ (Credit: Navigant)

การศึกษาครั้งนี้มีเกณฑ์อยู่ 10 ข้อ ได้แก่วิสัยทัศน์, แผนการตลาด, พาร์ทเนอร์, แผนการผลิต, เทคโนโลยี, ยอดขาย, การตลาดและการกระจายสินค้า, กำลังการผลิต, คุณภาพของสินค้า, สินค้าที่ผ่านๆมา, และความมั่นคงของบริษัท แม้จะยังไม่มีการแข่งขันในตัวสินค้าออกมาเป็นรูปธรรมแต่ก็เป็นตัวชี้วัดที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

หากต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีในรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเพิ่มเติม

 

อ้างอิง:


Check Also

Azure Machine Learning รองรับ NVIDIA RAPIDS ได้แล้ว

Azure ประกาศว่าบริการ Machine Learning (ML) ของตนสามารถรองรับซอฟต์แวร์ที่ชื่อ ‘RAPIDS’ ซึ่งช่วยเร่งการประมวลผลการทำ ML Pipeline ด้วย NVIDIA Gpu ได้แล้ว

เปิดตัว NVIDIA Jetson Nano Developer Kit รองรับการทำ Neural Networks ในราคา 99 เหรียญ

ในงาน GTC 2019 ทาง NVIDIA ได้ออกมาประกาศเปิดตัว NVIDIA Jetson Nano Developer Kit ซึ่งเป็นชุดพัฒนาขนาดเล็กที่มีราคาเริ่มเพียงแค่ 99 เหรียญหรือประมาณ 3,200 บาท แต่รองรับการประมวลผล Neural Networks ได้ในตัว