ADPT

HPE SimpliVity: อัปเดตปี 2021 มีอะไรใหม่หรือเลือกใช้อย่างไรให้เหมาะกับงาน โดย Metro Connect

หากพูดถึงระบบ Hyper-Converged Infrastructure หรือ HCI แล้ว หนึ่งในโซลูชันที่ไม่อาจมองข้ามไปได้เลยนั้นก็คือ HPE SimpliVity ที่มีความโดดเด่นด้านความคุ้มค่าในการใช้งานสูง และสามารถต่อยอดได้อย่างยืดหยุ่น ทำให้ธุรกิจองค์กรทั่วโลกนั้นเลือกใช้งาน HPE SimpliVity เป็นระบบ HCI หลักของธุรกิจองค์กรมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยความนิยมที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้เอง ทำให้ HPE นั้นได้มีการพัฒนาโซลูชัน HPE SimpliVity อย่างไม่หยุดยั้ง และมีความสามารถใหม่ๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกันว่า HPE SimpliVity ในปี 2021 นี้จะทำอะไรได้บ้าง และในรุ่นที่มีให้เลือกให้ใช้งานได้หลากหลายนั้น ควรจะตัดสินใจเลือกรุ่นที่ต้องการใช้งานอย่างไร

ความสามารถเด่นของ HPE SimpliVity ในปี 2021

Credit: HPE

โดยทั่วไปเมื่อพูดถึงระบบ HCI แล้ว เราก็มักจะนึกถึงประเด็นด้านการควบรวมระบบ Compute, Storage, Network เอาไว้ด้วยกัน และจัดสรรทรัพยากรบนระบบ Virtualization ให้บริหารจัดการได้ง่าย และเพิ่มขยายได้แบบ Scale-Out กันเป็นหลัก แต่ HPE SimpliVity นั้นมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลยิ่งกว่านั้น

ในมุมของ HPE นั้น ระบบ HCI ที่ดีควรจะต้องมีความง่ายดายในการใช้งาน, มีความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ความต้องการใน Data Center ได้ครบถ้วน, ต้องสามารถดูแลรักษาและวางแผนระบบได้ง่าย อีกทั้งยังต้องรองรับ Workload ได้อย่างหลากหลาย เรียกได้ว่าควรจะต้องทำหน้าที่รองรับระบบต่างๆ ใน Data Center ได้เกือบทั้งหมดเลยนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ HPE SimpliVity จึงถูกออกแบบมาด้วยความสามารถรอบด้านที่พร้อมให้ธุรกิจองค์กรนำไปใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติมสำหรับความสามารถเหล่านี้ เพื่อให้การใช้งาน HPE SimpliVity นั้นมีความคุ้มค่ามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเปิดใช้งานฟีเจอร์ใหม่ๆ เพิ่มเติม ในขณะที่การรองรับ Workload ได้หลากหลาย และใช้งานดูแลรักษาได้ง่ายดายนั้นก็จะทำให้การเปิดรับต่อนวัตกรรมใหม่ๆ ของธุรกิจองค์กรเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

รองรับการทำงานแบบ Modernize application (Container) โดยสามารถทำการรองรับการทำงาน CSI (Container Storage Interface)

ตอนนี้ต้องยอมรับว่าการทำ application แบบ Modernize application ในรูปแบบ Container เป็นที่นิยมมากขึ้น ทำให้ HPE Simplivity ใน Firmware 4.1.0 สามารถรองรับการนำพื้นที่จาก Software Define Storage (SDS) ของทาง HPE SimpliVity ไปสร้างเป็น Persistent Disk ให้กับ Container และสามารถรองรับการทำการสำรองข้อมูล (Backup PV) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองการดำเนินธุรกิจภายใต้ Application แบบใหม่ ๆ

ปกป้องระบบงานและข้อมูลสำคัญของธุรกิจได้รอบด้าน ด้วยการทำ Backup และ DR ในตัว

หนึ่งในความสามารถโดดเด่นของ HPE SimpliVity ที่เลื่องลือกันมานานนั้นก็คือความคุ้มค่าในแง่ที่ HPE SimpliVity แทบจะมีโซลูชันในการ Backup และทำ Disaster Recovery ได้อย่างครบถ้วนพร้อมใช้งานมาในตัว โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด ทำให้ในช่วงแรกที่ HPE SimpliVity เปิดตัวนั้นมีลูกค้าธุรกิจองค์กรจำนวนมากให้ความสนใจ และตัดสินใจเลือกใช้งานโซลูชันนี้

จุดเด่นที่ HPE SimpliVity ได้นำเสนอต่อลูกค้าทั่วโลกตั้งแต่วันแรกมาจนถึงวันนี้ ก็คือการที่นอกจาก HPE SimpliVity จะสำรองข้อมูลหรือทำ Disaster Recovery ได้แล้ว ระบบเองก็ยังสามารถทำการกู้คืน VM ขนาดใหญ่ถึง 1TB ได้อย่างรวดเร็วด้วยเวลาเพียงไม่ถึง 60 วินาทีเท่านั้น รวมถึงยังมีฟีเจอร์อย่าง RapidDR ช่วยขึ้นระบบในสาขาสำรองได้แบบอัตโนมัติ ทำให้ธุรกิจองค์กรมั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับระบบหรือข้อมูลใด การกู้คืนนั้นจะสามารถทำได้ในเวลาอันสั้นอย่างแน่นอน

อีกความสามารถหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงควบคู่กับการทำ Backup และ DR นั้นก็คือความสามารถในการทำ Global Data Deduplication และ Compression ที่ช่วยให้สามารถลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลลงไปได้ตั้งแต่ 10 เท่าหรือมากกว่านั้น และทำให้การสำรองข้อมูลหรือระบบใดๆ ของธุรกิจองค์กรเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องกังวลว่าพื้นที่ในระบบจะเต็มอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ หากธุรกิจต้องการทำ Backup เสริมขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ทาง HPE ก็มีโซลูชัน HPE StoreOnce for HPE SimpliVity ที่สามารถทำงานร่วมกันและบริหารจัดการได้ผ่านหน้าจอของ HPE SimpliVity โดยตรงเลย โดย HPE StoreOnce นี้จะทำหน้าที่เป็น Secondary Backup Storage ที่มีอัตราการบีบอัดข้อมูลที่สูงถึง 20:1 และมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ สามารถตั้งค่าการสำรองข้อมูลได้ภายในการคลิกเพียงแค่ 3 ครั้ง ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการสำรองข้อมูลได้อีกระดับ

ติดตั้งใช้งานง่าย บริหารจัดการจากศูนย์กลางได้อย่างเบ็ดเสร็จ ง่ายสำหรับผู้ดูแลระบบ

โดยทั่วไปแล้วระบบ HCI นั้นมักจะสามารถทำการบริหารจัดการ Hardware และ Software ที่เกี่ยวข้องภายใน Cluster ได้จากศูนย์กลางอยู่แล้ว แต่ HPE SimpliVity ยังเหนือไปกว่านั้นด้วยความสามารถในการบริหารจัดการอุปกรณ์ในหลายสาขาร่วมกันได้จากศูนย์กลางด้วย ทำให้ HPE SimpliVity สามารถตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรที่ต้องการมี Data Center กระจายในหลายสาขา หรือมีวิสัยทัศน์ในการวางระบบ Edge Computing ได้เป็นอย่างดี

ในการย้ายข้อมูลหรือ VM ข้ามระบบ HPE SimpliVity สามารถทำงานร่วมกับ VMware vCenter ในส่วนนี้ได้ ทำให้การทำงานนั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดาย รวมถึงการอัปเกรดกระบบนั้นก็สามารถทำได้ผ่านระบบบริหารจัดการแบบอัตโนมัติที่สั่งการผ่านการคลิกเพียงครั้งเดียว ก็สามารถอัปเกรดได้ทั้งระบ HCI, Hypervisor และ Firmware แล้ว

สำหรับการเพิ่มขยายระบบนั้น HPE SimpliVity รองรับการเพิ่มขยายได้ในแบบ Scale-Out โดยไม่มี Downtime ซึ่งสามารถเลือกใช้ Hardware ที่มีหลายรุ่นให้เหมาะสมกับงานได้อย่างอิสระ รองรับ Workload ได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น SQL Server, VDI, Collaboration, DevOps หรือ Docker โดยระบบนั้นมีการทำ Automated Tuning ให้ในตัว ทำให้ประสิทธิภาพของระบบนั้นสูงอยู่เสมอ

ดูแลรักษาง่าย ใช้งานได้อย่างคุ้มค่า ด้วย AI จาก HPE InfoSight

เฉกเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ HPE อย่างเช่น Enterprise Storage หรือ Server โดย HPE SimpliVity นั้นจะสามารถทำงานร่วมกับ HPE InfoSight ระบบ AI อัจฉริยะที่รวบรวมข้อมูลภายในระบบ HPE SimpliVity ไปทำการวิเคราะห์และให้คำแนะนำโดยอัตโนมัติได้ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนปัญหา, การแจ้งเตือนแนวโน้มในประเด็นต่างๆ, การให้คำแนะนำปรับปรุงการใช้งานของระบบ ไปจนถึงการช่วยวางแผนเพิ่มขยายระบบได้อย่างแม่นยำ ทำให้การใช้งาน HPE SimpliVity นั้นยิ่งง่ายดายและคุ้มค่าขึ้นไปอีก

ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย ด้วยรุ่นที่มีให้เลือกได้ตรงกับความต้องการ

HPE SimpliVity มี Hardware ให้เลือกใช้หลักๆ ด้วยกัน 3 กลุ่ม ได้แก่

  • HPE SimpliVity 380 ที่ใช้ HPE ProLiant DL380 Server ขนาด 2U มุ่งเน้นเรื่องความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลได้อย่างคุ้มค่าสูงสุดเป็นหลัก เหมาะกับระบบงานทั่วๆ ไปและระบบที่ต้องการใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลมากๆ ในราคาที่คุ้มค่า
  • HPE SimpliVity 325 ที่ใช้ HPE ProLiant DL325 Gen10 Server ขนาด 1U พร้อมหน่วยประมวลผล AMD EPYC เพื่อเน้นพลังการประมวลผลที่สูงในขนาดที่เล็กพร้อม Disk แบบ All-Flash ทำให้สามารถรองรับ Workload ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงได้ แต่มีความจุที่ไม่มากนักอย่างเช่น VDI, ROBO, Edge และการใช้งานสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง
  • HPE SimpliVity 2600 ที่ใช้ HPE Apollo 2000 Server ซึ่งเป็น High Density Server ที่มีจำนวน 4 Node ในขนาด 2U ในระบบ ทำให้สามารถรองรับการใช้งานหลายๆ Node ได้ใน Chassis เดียว รวมถึงยังสามารถเสริม GPU ในการใช้งานได้ เหมาะสำหรับระบบ VDI และ Edge

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HPE SimpliVity สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hpe.com/us/en/integrated-systems/simplivity.html

สำหรับผู้ที่สนใจ HPE SimPlivity และอยากขอคำปรึกษา, ออกแบบระบบ หรือขอใบเสนอราคา สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect ได้ทันทีที่ Email: MKTMCC@metroconnect.co.th หรือโทร 02-0894508 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Metro Connect ได้ทันทีที่ https://www.metroconnect.co.th/


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

5 เหตุผลทำไมควรปกป้อง Multi-cloud Apps ด้วย McAfee MVISION CNAPP

เกือบทุกบริษัท ตั้งแต่ธุรกิจ SMB ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ต่างใช้ระบบ Cloud กันทั้งสิ้น อีกทั้งหลายๆ บริษัทเริ่มใช้ระบบ Cloud จากผู้ให้บริการหลายๆ รายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่ดีที่สุด กลายเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Multi-cloud ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาด้าน …

ESET Protect Entry สุดยอดเทคโนโลยีหยุดการโจมตีช่วง Work From Home

สถิติการโจมตีทางไซเบอร์ช่วง Work From Home มีจำนวนสูงขึ้น เป็นเพราะการทำงานระยะไกลทำให้มีการป้องกันข้อมูลที่หละหลวมเกินไป และยากต่อการควบคุม หลายองค์กรจึงเลือกใช้โปรแกรม RDP ในการรีโมตการทำงาน แต่ก็ไม่วายกลายเป็นอีกช่องโหว่ให้แฮกเกอร์โจมตี