
งาน Google Play Time 2017 ได้มีการเชิญนักพัฒนาแอปพลิเคชันที่ประสบความสำเร็จบน Google Play ที่มียอดดาวน์โหลดหลายหลายล้านคน จากแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก มาแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนว่ามองเห็นโอกาสอะไรในกลุ่มผู้ใช้งานซึ่งสามารถนำมาเป็นกลยุทธ์ให้แต่ละคนประสบความสำเร็จได้

ทีม Maltibit จากฟิลิปินส์กล่าวว่า “เริ่มแรกเราได้เริ่มผลิตเกมเป็นแนวพวก Word Game ก่อนพอเริ่มมีเสียงตอบรับดีเราก็ออกเกมเพิ่มมาเรื่อยๆ ต่อมาเราเริ่มเล็งเห็นแล้วว่าเกมพวกนี้มันมีข้อจำกัดด้านภาษา ซึ่งภาษากับวัฒนธรรมมันสัมพันธ์กันและแตกต่างกันไปในแต่ละที่ ดังนั้นเราจึงเปลี่ยนทิศทางมาทำเกมในแนวฝึกสมองซึ่งทำให้ไม่มีข้อจำกัดด้านภาษาและวัฒนธรรม อีกทั้งยังช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ เช่น กลุ่มคนมีอายุ 40-60 โดยเราต้องออกแบบเกมให้ง่ายจบในแผนที่เดียวเพราะผู้ใหญ่ที่มีอายุจะไม่เข้าใจเกมที่ซับซ้อน สุดท้ายเมื่อไม่นานมานี้เราก็ได้ปล่อยเกม Hexar.io ซึ่งเป็นเกมเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายบล็อก (สามารถหาโหลดได้บน Google Play Store) ซึ่งประสบความสำเร็จมากๆ เราได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของ Google อย่างเคร่งครัดเราถึงมีวันนี้ ดังนั้นเราจะร่วมเดินทางต่อไปกับ Google ครับ”
ทีม Touchten Game จากอินโดนีเซียกล่าวว่า “บริษัทก่อตั้งจากพี่น้อง 3 คน ที่มีไอเดียว่าอยากหาอะไรสนุกๆ ทำและหาเงินได้ ซึ่งได้เล็งเห็นว่าการพัฒนาเกมบน Android กำลังเติมโตและน่าจะเป็นโอกาสที่ดี ทำให้เกิดไอเดียพัฒนาเกมแนวอาหาร ใครจะไปรู้หล่ะว่าเราจะมาถึงจุดนี้หลังจาก 2 เกมแรกที่ปล่อยออกมาประสบความสำเร็จอย่างมากเราจึงตัดสินใจพัฒนาเกมแนวนี้ออกมาอีกเรื่อยๆ (สามารถหาโหลดได้บน Google Play Store ใช้ Keyword ว่า Touchten Game) เราได้พบว่าลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและข้อสำคัญคือผู้หญิงส่วนใหญ่พอติดเกมแล้วเล่นหนักกว่าพวกผู้ชายซะอีก นอกจากนั้นเพื่อให้เราสามารถขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ได้ เราต้องเข้าใจวัฒนธรรมของแต่ละประเทศด้วย เราจึงต้องประยุกต์เกมของเราให้เหมาะสมกับท้องถิ่นต่างๆ ดังนั้นเคล็ดลับความสำเร็จที่นักพัฒนาแอปพลิเคชันควรจะมีคือต้องเข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายว่าต้องการอะไรและต้องปรับตัวให้เข้าถึงพวกเขาให้ได้”
ทีม OOKBEE จากประเทศไทยกล่าวว่า “เริ่มแรกได้ก่อตั้งบริษัทขึ้นเมื่อปี 2011 เพื่อทำแอปพลิเคชันแนว Ebook ซึ่งค่อนข้างใหม่มากสำหรับเมืองไทย ต่อมาได้ขยายตลาดไปพัฒนาแอปพลิเคชัน Ebook ที่มีเนื้อหาหลากหลายขึ้นเช่น นิยาย การ์ตูน นิตยสาร และอื่นๆ เราคิดว่าสิ่งที่ดีมากๆ จากการพัฒนาแอปพลิเคชันบน Google Play คือการที่ Google มีช่องทางการจ่ายเงินได้ง่ายเพียงผ่านบัตรเครดิตมันคือกุญแจสำคัญ โดยไอเดียเบื้องหลังของเราคือความต้องการให้ทุกคนที่ความถนัดแตกต่างกันเข้ามาร่วมในสังคมการอ่านด้วยกัน”
ทีม Amanotes จากประเทศเวียดนามกล่าวว่า “เรามองเห็นถึงพื้นฐานของทุกคนคือไม่ว่าชนชาติไหนก็แล้วแต่สามารถเข้าใจสิ่งๆ เดียวกันได้นั่นคือดนตรี เราจึงพัฒนาเกมแนวดนตรีขึ้นมาให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานด้านตัวโน๊ต ก็สามารถสนุกไปกับการเล่นเกมได้ (สามารถหาโหลดได้บน Google Play Store ใช้ Keyword ว่า Amanotes)”
สุดท้ายนี้ในช่วงคำถามมีประเด็นน่าสนใจว่า คุณจะรู้ได้ยังไงว่าควรพัฒนาแอปพลิเคชันอย่างไร ซึ่งทั้งหมดให้ความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า “นักพัฒนาแอปพลิเคชันควรจะทดลองตลาดก่อนโดยให้บริการ Beta Version เพื่อนำเสียงตอบรับไปประเมินว่าแอปพลิเคชันนี้ถูกใจกับคนในท้องถื่นไหนหรือรู้ว่าควรจะพัฒนาต่อไปไหม นอกจากนี้ควรมีการพัฒนา Community ของเกมให้เหล่าเกมเมอร์ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นและหาความรู้เหมือนกับ Wikipedia โดยควรจะออกแบบชื่อแอปพลิเคชันให้แตกต่างกับแอปพลิเคชันในท้องตลาดด้วยจะได้ติดหูผู้ใช้งาน” อีกประเด็นนึงคือเรื่องของการโฆษณาได้ถูกถามเข้ามาถึงการปรับตัวกับโฆษณาบนหน้าแอปพลิเคชันว่าทำอย่างไร ซึ่งทั้งหมดก็เห็นตรงกันคือ “คนส่วนใหญ่เข้าใจอยู่แล้วว่าแอปพลิเคชันก็ต้องโฆษณาเป็นเรื่องธรรมดา อาจจะสร้างความรำคาญนิดหน่อยแต่ก็พอรับได้ แต่นักพัฒนาเองก็ควรใส่ใจด้วย เช่น ไม่ควรให้โฆษณาบดบังความสวยงามของแอปพลิเคชันมากเกินไป หรือไม่ให้มีมากจนเกินไปจนเกิดอาการกระตุกเวลาใช้งาน”
ทางทีมงาน TechTalkThai ต้องขอขอบคุณทาง Google Thailand ที่เชิญเราไปเป็นส่วนหนึ่งของงานครั้งนี้และหวังว่าสารที่เรานำเสนอจาก Google ครั้งนี้จะช่วยเป็นแนวทางให้กับนักพัฒนาทุกท่านในบ้านเราและเป็นกำลังใจให้กับนักพัฒนาที่จะก้าวเดินต่อไปกับสังคม Google Play ครับ
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






