Black Hat Asia 2021

การเลือก Enterprise Storage ที่ดีสำหรับปี 2021 ควรเลือกอย่างไร? โดย Computer Union

ปี 2021 นี้คงเป็นอีกปีที่หลายๆ ธุรกิจองค์กรต้องเริ่มมองหาระบบ IT Infrastructure ใหม่ภายใน Data Center เพื่อเตรียมรับมือต่อการทำงานในอนาคต ที่นอกจากธุรกิจองค์กรจะต้องเปิดให้พนักงานและผู้บริหารทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาแล้ว การทำ Digitization เปลี่ยนทุกกระบวนการในธุรกิจมาสู่ดิจิทัลเองก็ถือเป็นอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

เพื่อให้รองรับต่อความต้องการเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีความรวดเร็ว มั่นคงทนทาน มั่นคงปลอดภัย และใช้งานได้ง่ายนั้นถือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ทุกบริการทางด้าน IT ไม่สะดุดติดขัด และในบทความนี้ Computer Union ก็จะมาสรุปถึงคุณสมบัติที่ดีที่ระบบ Enterprise Storage ต้องมีในปี 2021 และแนะนำโซลูชัน IBM FlashSystem 5200 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่จะมาช่วยตอบโจทย์ให้กับธุรกิจองค์กรได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด

3 ความสามารถที่ระบบ Enterprise Storage ในยุค 2021 ต้องมี

การทำหน้าที่เป็นเพียงแค่อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลนั้นไม่เพียงพอสำหรับระบบ Enterprise Storage อีกต่อไปแล้ว แต่ความสามารถอื่นๆ ที่จะช่วยปกป้องข้อมูล, เพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน และการรองรับ Workload ที่หลากหลายนั้นได้กลายมาเป็นปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันในการคัดเลือกโซลูชัน Storage ที่เหมาะสมที่สุดในการใช้งานทุกวันนี้ไปแล้ว โดยคุณสมบัติ 3 ประการหลักๆ ดังต่อไปนี้ คือสิ่งที่ทุกธุรกิจองค์กรควรต้องพิจารณาเมื่อจะจัดซื้ออุปกรณ์ Storage สมัยใหม่

1. ช่วยให้การพัฒนา และการดูแลรักษาระบบ Application ง่ายดายยิ่งขึ้น

ด้วยสถาปัตยกรรมของระบบ Application ที่เปลี่ยนไปมีความซับซ้อนสูงยิ่งขึ้นกว่าในอดีต ระบบ Enterprise Storage ที่ดีจึงควรมีความสามารถที่จะช่วยให้การรองรับ Application สมัยใหม่นั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดังนี้

  • รองรับการใช้งานแบบ Hybrid Cloud ได้อย่างเต็มตัว โดยไม่ว่าธุรกิจองค์กรจะเลือกใช้งานบริการ Cloud ใด ประสบการณ์ในการบริหารจัดการ Storage บน Cloud นั้นๆ กับระบบที่ติดตั้งใช้งานในองค์กรก็ควรต้องเป็นรูปแบบเดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ และการย้ายข้อมูลได้อย่างสะดวก
  • สามารถทำงานร่วมกับระบบที่ฝ่าย DevOps ใช้ได้อย่างสมบูรณ์ ช่วยให้ไม่ว่าการพัฒนาระบบ Application จะเกิดขึ้นที่ใด การ Deploy ระบบเพื่อใช้งานจริงก็ต้องเกิดขึ้นได้ และสามารถช่วยปกป้องข้อมูลของระบบ DevOps เหล่านั้นได้อยู่เสมอ
  • รองรับ Workload ได้ทั้งแบบ Physical, Virtualized และ Container เพื่อให้ระบบเดียวสามารถรองรับงานได้หลากหลาย ใช้งานได้คุ้มค่าไม่ว่าองค์กรจะมีกลยุทธ์ในการเพิ่มขยายระบบในรูปแบบใดก็ตาม

2. ช่วยให้ระบบ IT Infrastructure มีความคุ้มค่าสูงยิ่งขึ้น ด้วยประสิทธิภาพที่ดี และการลงทุนที่ยืดหยุ่น

ระบบ Enterprise Storage สมัยใหม่นี้มักมีความสามารถที่หลากหลายเพื่อช่วยให้การใช้งานนั้นเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งานระยะยาวมาให้ในตัว ดังนั้นการเลือกระบบ Enterprise Storage ที่มีความสามารถที่เหมาะสมก็จะช่วยให้การดำเนินกลยุทธ์ด้านระบบ IT และ Digital Transformation นั้นราบรื่นตามไปด้วย

  • รองรับมาตรฐานสมัยใหม่เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการรองรับ NVMe ได้แบบครบวงจรตั้งแต่ Disk ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับ Server, การรองรับ Storage-Class Memory (SCM) หรือการรองรับเทคโนโลยี RDMA ในรูปแบบต่างๆ โดยตัว Flash ที่ใช้งานนั้นก็ควรมีการออกแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้ดึงประสิทธิภาพของ Flash ออกมาใช้งานได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด
  • มีเทคโนโลยี Data Reduction ระดับสูงเพื่อช่วยให้การจัดเก็บข้อมูลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการใช้งานระบบ AI เพื่อช่วยให้การเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งานระบบ Storage เช่นการบริหารจัดการการทำ Tiering หรือการแนะนำด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพ
  • มีความสามารถที่จะช่วยเพิ่มความมั่นคงทนทานให้กับข้อมูลที่เหนือกว่าเพียงแค่การทำ RAID ทั่วๆ ไป เช่น Snapshot, Disaster Recovery และการทำ Replication ได้หลายสาขา เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมีทางเลือกในการปกป้องข้อมูลหรือระบบงานสำคัญ ต่อยอดสู่การทำ Business Continuity ได้โดยที่ค่าใช้จ่ายไม่บานปลาย
  • เลือกลงทุนในแบบที่คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงได้ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งจากการลงทุนจัดซื้อระบบแบบปกติ เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมีทางเลือกในการลงทุนที่ยืดหยุ่นสำหรับโครงการ Digital Transformation ใหม่ๆ ที่มีแนวโน้มจะต้องขยายระบบอย่างต่อเนื่อง หรือการลงทุนระบบในหลายสาขาพร้อมๆ กันได้อย่างเหมาะสม

3. ช่วยให้การดูแลรักษาระบบ IT Infrastructure ใช้เวลาน้อยลง เพิ่มศักยภาพให้กับทีมผู้ดูแลระบบ IT

อีกหนึ่งสิ่งที่ระบบ Enterprise Storage นั้นได้พัฒนามาอย่างรวดเร็วในช่วงระยะหลังนี้ก็คือเรื่องของความง่ายดายในการใช้งาน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญทีเดียว เพราะเดิมทีระบบ Storage นั้นมักใช้งานยาก มีความซับซ้อนสูง แต่ก็เป็นระบบที่มีความสำคัญและห้ามเกิดความผิดพลาดในการบริหารจัดการ ดังนั้นการเลือกระบบ Storage ที่ใช้งานได้ง่าย ก็จะช่วยลดภาระของฝ่าย IT ในการดูแลรักษาและบริหารจัดการระบบลงไปได้มากทีเดียว

  • สามารถตรวจสอบและบริหารจัดการการทำงานของระบบ Storage ทั้งแบบ On-Premises และบน Cloud ได้จากศูนย์กลาง และหากสามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ Storage หลายยี่ห้อร่วมกันได้ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์มากขึ้นสำหรับธุรกิจองค์กรที่มีขนาดใหญ่ หรือมีระบบที่หลากหลาย
  • มีระบบ Predictive Analytics ช่วยในการดูแลรักษาระบบ Storage เพื่อทำนายแนวโน้มล่วงหน้าว่าระบบกำลังจะมีปัญหาหรือมีทรัพยากรไม่พอและแจ้งเตือนได้ ทำให้องค์กรสามารถจัดการกับประเด็นเหล่านั้นก่อนที่จะเกิดปัญหา และลด Downtime ของระบบได้เป็นอย่างดี
  • มีเทคโนโลยีในการเข้ารหัสข้อมูลได้ และมีเทคโนโลยีปกป้องจากภัยคุกคามและการโจมตี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัย หรือกรณีข้อมูลสูญหายจาก Ransomware
  • มีเครื่องมือในการทำ Data Migration หรือ Data Movement เพื่อให้การย้ายข้อมูลหรือระบบงานต่างๆ บน Hybrid Cloud เป็นไปได้อย่างง่ายดาย

จะเห็นได้ว่าหากระบบ Enterprise Storage ที่เลือกใช้งานมีคุณสมบัติเหล่านี้อย่างครบถ้วน การใช้งานจริงนั้นก็จะทำให้ธุรกิจองค์กรมีความคุ้มค่า ลดความเสี่ยงลงได้ และมีความยืดหยุ่นเปิดรับต่อการใช้งานเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน

IBM FlashSystem 5200 รุ่นล่าสุด ตอบทุกโจทย์ความต้องการ Enterprise Storage ได้ในหนึ่งเดียว

credit : IBM

IBM FlashSystem 5200 คือโซลูชันระบบ Enterprise Storage ในระดับ Entry ที่มีความสามารถอย่างครบถ้วนในการตอบทุกโจทย์ความต้องการของระบบ Storage สำหรับธุรกิจองค์กร ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นดังนี้

  • มีขนาดเพียง 1U Rackmount รองรับการติดตั้ง NVMe Flash ได้ 12 ชุด โดยสามารถเพิ่มขยายความจุผ่าน Expansion Enclosure ได้
  • มี Cache ขนาด 64GB – 512GB ต่อ Controller
  • สามารถทำ 4-way Cluster รวมกันได้ 4 Controller ด้วย Cache ขนาดสูงสุด 2.048TB
  • รองรับ Flash ได้หลากหลายรูปแบบ ได้แก่ FlashCore Model (FCM), Storage Class Memory (SCM) และ NVMe SSD ทั่วไป ตอบโจทย์ Workload ได้หลากหลาย
  • จัดเก็บข้อมูลได้อย่างคุ้มค่าด้วยเทคโนโลยี Data Reduction
  • รองรับการใช้งานแบบ Hybrid Cloud ด้วยการทำงานร่วมกับบริการ Cloud ชั้นนำและบริหารจัดการร่วมกันได้
  • มั่นคงทนทานในระดับ 99.9999% ด้วย IBM Spectrum Virtualize
  • สามารถทำงานร่วมกับ Storage อื่นๆ ได้มากกว่า 500 รุ่นจากผู้ผลิตหลายราย และทำการย้ายข้อมูลระหว่างกันได้อย่างอิสระ
  • รองรับการเชื่อมต่อใช้งานได้หลากหลาย ทั้ง NVMe/FC และ iSCSI Extension for RDMA
  • ทำงานร่วมกับ VMware, Red Hat OpenShift และ Kuberentes ได้
  • มี IBM Storage Insights ระบบ AI ที่จะช่วยตรวจสอบและแนะนำด้านการจัดการประสิทธิภาพและทรัพยากรของระบบ Storage
  • สามารถทำ Snapshot, Remote Replication, Cloud Migration และ 3-Site Replication ได้ในตัว
  • สามารถทำการเข้ารหัสข้อมูลได้

ในผลิตภัณฑ์ตระกูล IBM FlashSystem นี้ IBM FlashSystem 5200 ถือเป็นรุ่น Entry Storage ที่มีประสิทธิภาพสูง และมีความสามารถเทียบเท่า IBM FlashSystem รุ่นใหญ่ทั้งหมด เรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการมองหาโซลูชันที่มีความคุ้มค่าสูงพร้อมรองรับการเพิ่มขยายในอนาคตได้โดยเฉพาะนั่นเอง

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBM FlashSystem 5200 สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ibm.com/products/flashsystem-5200

IBM FlashSystem 5015 และ 5035 สำหรับธุรกิจองค์กรที่มองหา Storage ที่เน้นความคุ้มค่า แต่ยังคงมีความสามารถที่หลากหลาย

credit : IBM

สำหรับธุรกิจองค์กรที่อาจจะไม่ได้มีแผนที่จะต้องขยายระบบ Storage เพียงชุดเดียวมากนัก IBM ก็ยังมี IBM FlashSystem 5015 และ 5035 เข้ามาตอบโจทย์นี้ได้

IBM FlashSystem 5015 จะเป็น Entry Level Storage รุ่นเล็กสุดในตระกูล IBM FlashSystem 5000 ที่สามารถทำงานร่วมกับ VMware และ Red Hat OpenShift ได้, สามารถปกป้องข้อมูลด้วยการทำ Snapshot/DR/3-Site Replication ได้, สามารถทำ Cloud Migration ได้, มี AI ช่วยทำ Automated Tiering และมีเครื่องมือในการทำ Data Migration มาให้พร้อมใช้งาน

แต่สำหรับธุรกิจองค์กรที่มองหาการเพิ่มขยายและการตอบโจทย์ PDPA ได้ในตัว IBM FlashSystem 5035 ก็คือโซลูชันที่จะมาตอบโจทย์นี้ได้ โดยการรองรับทุกความสามารถที่ IBM FlashSystem 5015 ทำได้ และเพิ่มการทำ Data Reduction Pool, Scale-Out Clustering, HyperSwap HA และ Encryption เข้ามานั่นเอง

อย่างไรก็ดี หากธุรกิจต้องการระบบ Storage ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ก็อาจต้องพิจารณา IBM FlashSystem 5200/7200/9200/9200R ที่สามารถใช้ NVMe Flash, FC-NVMe, Storage Class Memory และ IBM FCM ได้แทน

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBM FlashSystem 5015 และ IBM FlashSystem 5035 สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.ibm.com/products/flashsystem-5000

สนใจโซลูชันจาก IBM ติดต่อทีมงาน Computer Union ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันใดๆ ของ IBM สามารถติดต่อทีมงาน Computer Union เพื่อรับข้อมูลเพิ่มติมหรือขอคำปรึกษาได้ทันทีผ่านช่องทางดังนี้

Email : cu_mkt@cu.co.th

Tel : 02 311 6881 #7151, 7158

ข้อมูลเพิ่มเติม power-hybrid-cloud (ibm.com)

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Intel เปิดตัวชิป 11th Gen ‘Tiger Lake-H’

Tiger Lake-H เป็นชิปในรุ่น 10nm ของ Intel ที่ถูกออกแบบมาสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการศักยภาพสูง

Google พัฒนา Machine Learning ทำนายโอกาสเสียของฮาร์ดดิส ความแม่นยำ 98%

Google พัฒนา Machine Learning Model ทำนายการเสียของฮาร์ดดิสบน Google Cloud ให้ผลความแม่นยำ 98%