โลกธุรกิจปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ จึงไม่แปลกที่ทุกองค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับ AI มากขึ้น และท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ งาน DCS Solution Day 2026 ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Entering the 4th Decade of Service Excellence สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด หรือ DCS ในวาระครบรอบ 40 ปี ได้อย่างน่าสนใจ
เพราะ DCS ไม่ได้มองแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ชูเรื่องความเชื่อมั่น หรือ Trust ที่ยกระดับขึ้นเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ ควบคู่กับการนำองค์ความรู้ด้าน AI ในหลายแง่มุมมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ พร้อมเป้าหมายติดอาวุธเทคโนโลยีให้องค์กรไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

40 ปี DCS จากตู้ ATM สู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ
คุณวรรณา คลศรีชัย ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด ฉายภาพให้เห็นว่า ตลอด 4 ทศวรรษ บริษัทอยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่ยุคที่ไทยเพิ่งมีตู้ ATM ผ่านการจำหน่ายโซลูชันที่เกี่ยวข้อง จนปัจจุบันก้าวสู่สังคม Cashless อย่างสมบูรณ์แบบ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่าง IoT, Cloud Technology และ AI ที่เข้ามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและทิศทางขององค์กรอย่างสิ้นเชิง ซึ่งบริษัทได้ปรับตัว และเติบโตควบคู่ไปกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่นกัน
สิ่งที่ทำให้ DCS ยืนหยัดและขยายพอร์ตโฟลิโอในช่วง 40 ปี จากตัวแทนจำหน่ายเพียง 10 กว่าแบรนด์ใน 5 ปีแรก สู่การเป็นตัวแทนกว่า 200 แบรนด์ และดูแลลูกค้ามากกว่า 1,000 รายในปัจจุบัน คือ Trust หรือความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด การส่งต่อความไว้ใจจากผู้บริหารรุ่นสู่รุ่นเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืน DCS ยังคงมุ่งมั่นสรรหาโซลูชันเพื่อตอบสนองธุรกิจใหม่ ๆ และเพิ่มศักยภาพพนักงานเพื่อส่งมอบ Business Value ที่ดีที่สุด

หมดยุคกติกาโลก ก้าวสู่ยุคของการสะสมอำนาจ
คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้เข้ามาเป็นวิทยากรรับเชิญในงานนี้ พร้อมชี้ให้เห็นถึงกฎใหม่ ของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป จากอดีตเราอยู่ในยุค Blue Space Era ที่มีกติกาสากล เน้นการค้าเสรี แข่งขันกันด้วยคุณภาพและราคา ใครให้ของดีและถูกที่สุดคือผู้ชนะ แต่ปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุค Power Accumulation หรือการสะสมอำนาจ กฎเกณฑ์ถูกแทนที่ด้วยความมั่นคงของชาติ มหาอำนาจหันมาใช้นโยบาย Protectionism กีดกันคู่แข่งและรักษาผลประโยชน์ตนเองเป็นหลัก
การประเมินความแข็งแกร่งในยุคนี้วัดจาก 5 เลเยอร์สำคัญ ได้แก่ พลังงาน, เทคโนโลยี, ความมั่นคง, การทหาร และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การประเมินคู่ค้าในปัจจุบันจะไม่มองแค่เรื่องราคาถูกที่สุด แต่จะมองหาช่องทางที่เชื่อถือได้มากที่สุด ซึ่งสามารถสรุปทิศทางการค้ายุคใหม่ไว้ 3 ประเด็นดังนี้
- Go Deep: เลือกทำธุรกิจกับพาร์ตเนอร์ที่เชื่อใจได้มากที่สุด
- Go Wide: กระจายความเสี่ยง เพิ่มจำนวนคู่ค้า ไม่ผูกขาดซัพพลายเชน
- Protectionism: พึ่งพาทรัพยากรในประเทศหรือกลุ่มพันธมิตรที่ไว้ใจได้

เมื่อ Trust กลายเป็นสินทรัพย์ที่หายากและมีค่าที่สุด องค์กรไทยจึงต้องสร้างตัวเองให้เป็น The Most Trusted Partner ขณะเดียวกัน ต้องรับมือคลื่นการเปลี่ยนแปลงระดับ Platform Shift ครั้งที่ 5 นั่นคือ AI โดยข้อมูลระบุว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า 40% ของคนทำงานอาจตกงาน หากไม่ยอมปรับตัว
“AI จะฉลาดกว่ามนุษย์ 8 พันล้านคนรวมกัน ต้นทุนการผลิตหรือ Marginal Cost จะวิ่งเข้าใกล้ศูนย์ เพราะ AI ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง” คุณจิรายุสกล่าว พร้อมยกตัวอย่างวิศวกรระดับท็อปที่ใช้เวลาฝึกฝนทักษะมา 20 ปี ปัจจุบัน AI สามารถเขียนโค้ดและทดสอบระบบได้แม่นยำกว่าโดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์
สิ่งนี้กำลังนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐศาสตร์ขนานใหญ่ จนนักเศรษฐศาสตร์เริ่มผลักดัน Automatic Tax หรือภาษีหุ่นยนต์ เพื่อนำมารองรับ Universal Basic Income ให้คนที่ตกงาน ดังนั้นองค์กรธุรกิจต้องรีบนำ AI เข้ามาเป็นอวัยวะใหม่ให้พนักงานกลายเป็น Super Human ไม่เช่นนั้นก็จะถูก Disrupt

เมื่อความปลอดภัยคือเส้นเลือดใหญ่
การนำ AI มาใช้ย่อมตามมาด้วยความเสี่ยงรูปแบบใหม่ คุณกวิน ตันติศิริวัฒน์ Channel Systems Engineer จาก Palo Alto Networks ระบุชัดเจนว่า ปัจจุบัน Attacker ใช้ AI ในการแฮ็กข้อมูล ทำให้ความเร็วในการเจาะระบบและดึงข้อมูลออกไปลดลงจาก 9 วัน เหลือเพียง 30 นาที
ปัญหาใหญ่ขององค์กรตอนนี้คือ Shadow AI หรือการที่พนักงานนำข้อมูลองค์กรไปใช้กับ Generative AI ภายนอกโดยพลการ เนื่องจาก 85% ของการทำงานปัจจุบันอยู่บนเบราว์เซอร์ Palo Alto Networks จึงนำเสนอแนวทาง Unified Approach เพื่ออุดช่องโหว่ดังนี้
- Discover: องค์กรต้องมองเห็นก่อนว่าพนักงานใช้แอปพลิเคชัน AI อะไรบ้างในระบบ
- Assess: ประเมินความเสี่ยงของแต่ละแอปพลิเคชันอย่างเป็นระบบ
- Protect: ใช้เครื่องมือควบคุม Data Exposure ป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญ เช่น โค้ดลับหรือข้อมูลลูกค้า หลุดเข้าไปใน AI สาธารณะ
เครื่องมือรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป โซลูชันอย่าง Prisma Access เข้ามาช่วยจัดการความปลอดภัยของ AI ครบวงจร ทั้ง AI Model Security, Posture Management, AI Red Teaming เพื่อทดสอบเจาะระบบแชทบอท และ Runtime Security เพื่อป้องกันการโจมตีแบบ Prompt Injection ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อองค์กรเริ่มสร้าง Custom AI ของตนเอง

AI, Hybrid Cloud และ Quantum-Safe คืออนาคต
คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำว่า AI กลายเป็นวาระแห่งชาติ รัฐบาลสิงคโปร์เป็นตัวอย่างของการตั้งสภา AI แห่งชาติเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน องค์กรธุรกิจต้องมอง AI เป็น End-to-End Transformation ไม่ใช่แค่เครื่องมือระดับพื้นฐาน
นอกจากนี้ยังมี 5 แนวคิดที่ผู้บริหารต้องเปลี่ยนเพื่อรับมือวิกฤติดังกล่าวนั่นคือ กล้าเปลี่ยนองค์กรด้วย Data Driven Insight, ยอมรับว่า AI คือสิ่งที่ต้องมี, กล้าทำลายกระบวนการเก่า, สร้างระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน และเลิกติดกับดักความกลัวตกรถ หรือ FOMO โดยเน้นเริ่มจากสเกลเล็กแล้วขยายผลให้เร็ว
ขณะเดียวกันการยึดติดเทคโนโลยีค่ายใดค่ายหนึ่ง คือความเสี่ยงระดับชาติ หากผู้ให้บริการตัดสิทธิ์การใช้งาน องค์กรอาจหยุดชะงักทันที IBM จึงเสนอรากฐาน 3 เสาหลักคือ
- AI: แพลตฟอร์มที่รวม watsonx.ai, watsonx.data และ watsonx.governance เข้าด้วยกัน องค์กรเลือกสลับใช้งานโมเดลภาษาจากหลากหลายค่ายได้อย่างอิสระ โดยมีระบบคอยกำกับดูแลให้เกิด Trusted AI ซึ่งเป็นกุญแจหลักในการสร้าง ROI
- Hybrid Cloud by Design: รวมศูนย์การจัดการแอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐาน ลดการทำงานแบบไซโล ไม่ว่าข้อมูลจะอยู่บน On Premise หรือ Public Cloud ก็สามารถบริหารจัดการได้บนแพลตฟอร์มเดียว
- Quantum Technology: เตรียมรับมือกับภัยคุกคามในอนาคต ปี 2024 เข้าสู่ยุค Quantum Advantage คาดว่าภายในปี 2030 Quantum Computing จะถอดรหัสผ่านระบบความปลอดภัยแบบดั้งเดิมได้ทั้งหมด องค์กรต้องเริ่มนำ Quantum Safe Cryptography มาปกป้องข้อมูลตั้งแต่วันนี้
คุณอโณทัย ทิ้งท้ายด้วยกรณีศึกษา หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะที่ถูกแฮกเกอร์เจาะระบบผ่านจอยสติก PS5 จนเข้าถึงกล้องและข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้กว่า 7,000 ตัวทั่วโลก สะท้อนช่องโหว่ของอุปกรณ์ IoT มหาศาล ดังนั้นองค์กรจำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการ Identity และ Access Control ที่รัดกุม

ดังนั้นภาพรวมของงาน DCS Solution Day 2026 สะท้อนชัดเจนว่า AI ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่องค์กรต้องผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ การจะก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างมั่นคง จำเป็นต้องวางโครงสร้าง Hybrid Cloud ที่ยืดหยุ่น มีระบบ Security ที่รู้เท่าทันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และที่ขาดไม่ได้คือการสร้าง Trust หรือความน่าเชื่อถือ
และนอกจากวิสัยทัศน์ระดับมหภาคจาก Bitkub, Palo Alto Networks และ IBM แล้ว ภายในงาน DCS Solution Day 2026 ยังมีการเจาะลึกเทคโนโลยีระดับ Enterprise IT จากพาร์ตเนอร์ชั้นนำอีกหลากหลายหัวข้อ เพื่อให้องค์กรไทยเตรียมความพร้อมในภาคปฏิบัติดังนี้
- Unleashing the Power of AI with VMware Cloud Foundation 9 โดย VMware by Broadcom ที่เจาะลึกการปลดล็อกศักยภาพ AI บนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์
- Cisco Cloud Control: Unified Infrastructure, Security and Collaboration with AI Driven โดย Cisco Systems Thailand ชูการใช้ AI บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัยแบบครบวงจร

ขณะเดียวกันการยืนหยัดในอุตสาหกรรม IT มาถึง 40 ปีของ DCS เกิดจากความสามารถในการปรับตัวและเลือกสรรเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ ท่ามกลางยุคที่คู่แข่งทางการค้าไม่ได้ต่อสู้กันด้วยราคา แต่แข่งกันที่ความน่าเชื่อถือ DCS ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพการเป็น System Integrator ที่เชื่อมโยงโซลูชันจากกว่า 200 แบรนด์ชั้นนำทั่วโลก มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของธุรกิจไทย
ก้าวต่อไปในทศวรรษที่ 4 ของ DCS จึงไม่ใช่แค่การขายระบบหรือซอฟต์แวร์ แต่คือการสวมบทบาท Trusted Partner ที่พร้อมเดินเคียงข้างองค์กรไทย ให้สามารถนำ AI และเทคโนโลยีล้ำสมัยต่าง ๆ มาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้จริง เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืน
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






