สังเกตไหมว่าพฤติกรรมการหาข้อมูลของเราเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมาก เมื่อก่อนเราจะเปิด Google แล้วพิมพ์ข้อความ เดี๋ยวนี้หลายคนหันมาใช้เสียงสั่งงาน หรือ “Voice Search” กันมากขึ้น แถมยังมีผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง “AI Overviews” ของ Google ที่สรุปคำตอบมาให้แบบเสร็จสรรพ ไม่ต้องคลิกเข้าเว็บเองด้วยซ้ำ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำเอาเจ้าของธุรกิจและนักการตลาด SEO หลายคนใจคอไม่ดี กลัวว่า Traffic ที่เคยได้จะหายไป อันดับเว็บไซต์ที่ทำมาแทบตายจะร่วงลงมา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลจริงๆ ครับ และการค้นหาในอนาคตจะเกิดจาก AI-based interfaces มากขึ้น ทั้งการคุยกับ AI Chatbot, การใช้เสียงสั่งงาน หาข้อมูลต่างๆ แล้วมี AI สรุปมาให้เลย

การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการค้นหา
ถ้าจะให้เห็นภาพชัดๆ ว่าพฤติกรรมเราเปลี่ยนไปแค่ไหน ลองดูตัวอย่างเหล่านี้ครับ
- Voice Search: แต่ก่อนเราคุ้นเคยกับการสั่งงาน Siri, Alexa, หรือ Google Assistant ให้ช่วยงานบางอย่าง แต่เดี๋ยวนี้คนเริ่มใช้มันเพื่อหาข้อมูลในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้ Keyword ที่ใช้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เช่น
- แบบเก่า: “ร้านกาแฟ ใกล้ฉัน”
- แบบใหม่ (Voice Search): “มีร้านกาแฟไหนดีๆ ที่เปิดตอนเช้าแถวบ้านบ้าง?” เห็นไหมครับว่าจากคำค้นหาสั้นๆ กลายเป็นประโยคคำถามที่เป็นธรรมชาติเหมือนคุยกับเพื่อนเลย
- AI Overviews / Generative AI: นี่คือตัวเปลี่ยนเกมของจริง เวลาเราค้นหาอะไรที่ซับซ้อนหน่อย Google จะใช้ AI สรุปคำตอบที่ดีที่สุดจากหลายๆ เว็บไซต์มาให้อ่านตรงหน้าผลการค้นหาเลย ผลที่ตามมาคือ ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยได้คำตอบที่พอใจแล้ว และไม่ได้คลิกเข้าไปอ่านต่อในเว็บไซต์เหมือนเมื่อก่อน
- AI Agents: เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงคือการให้ AI ส่วนตัวอย่าง ChatGPT หรือ Gemini ช่วยหาข้อมูลและวิเคราะห์ให้เลย เช่น “ช่วยสรุปรีวิวร้านอาหารอิตาเลียนในย่านทองหล่อ 5 ร้าน พร้อมบอกราคาและเมนูแนะนำหน่อย” AI จะไปรวบรวมข้อมูลมาให้ทั้งหมด โดยที่เราไม่ต้องไปเปิดหาเองทีละเว็บ
มุมมองการค้นหาในอนาคต (The Future of Search)
ผมมองว่าอนาคตของการค้นหาจะเป็นแบบ Hybrid Search มีการผสมผสานกันระหว่างการพิมพ์ (Text), การใช้เสียง (Voice), และการอ่านสรุปจาก AI (AI Summaries) ปนๆ กันไป คำถามสำคัญที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับการค้นหาผ่าน Google เลยก็คือ เราจะไม่ได้แข่งกันแค่ว่า “ทำยังไงให้เว็บติดหน้าแรก Google” อีกต่อไป แต่ต้องคิดด้วยว่า “จะทำยังไงให้ AI เลือกข้อมูลจากเว็บเราไปอยู่ในคำตอบ”
มุมมองของเอเจนซี่ที่ทำ SEO ให้ติด AI Search อย่าง ANGA (แองก้า) ยังให้ความเห็นว่า
“การทำ SEO ไม่ได้กำลังจะหายไปไหน แต่เราต้องปรับตัวให้ทันกับการค้นหารูปแบบใหม่ จากเดิมที่โฟกัสแค่เขียนให้คนอ่าน กับเขียนให้ Bot ของ Google เก็บข้อมูลได้ง่าย ตอนนี้เราต้องเพิ่มมิติที่สามเข้าไปคือ เขียนเพื่อให้ AI ดึงข้อมูลจากเว็บเราไปสร้างเป็นคำตอบได้ด้วย เพราะธุรกิจที่จะอยู่เหนือคู่แข่งในยุค AI ได้ คือธุรกิจที่ให้ข้อมูลที่มีคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือ และรู้จักใช้ AI มาช่วยเสริมการตลาดของตัวเองด้วย”
รัชวิทย์ หวังพัฒนธน
Rachavit Whangpatanathon
CEO และ Managing Director ที่ ANGA Bangkok
วิธีเตรียมธุรกิจให้พร้อมกับ Voice Search & AI Overviews

voice search และ AI overviews
จริงๆ แล้วพื้นฐานการทำเว็บไซต์ให้พร้อมรับมือกับ Voice Search และ AI Overviews ยังคงเป็นเรื่องของการทำ SEO ที่มีคุณภาพอยู่ แค่ต้องปรับมุมมองและใส่รายละเอียดบางอย่างเพิ่มเข้าไปเท่านั้นเอง นี่คือวิธีช่วยให้เว็บไซต์ธุรกิจของคุณโดดเด่นในยุค AI ได้จริง
1.ปรับ Content Strategy ให้เป็น Conversational
ยุคนี้ต้องเขียนให้เหมือนเรากำลังนั่งคุยกับผู้ใช้งานจริงๆ ใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับการถาม-ตอบในชีวิตจริง เพราะคนส่วนใหญ่เวลาใช้เสียงค้นหา เขาจะถามเป็นประโยคยาวๆ ไม่ได้ใช้แค่คำค้นหาสั้นๆ
เทคนิคที่ผมแนะนำและเวิร์คมากๆ คือ การสร้างส่วน FAQ (Frequently Asked Questions) หรือ Q&A ในหน้าสินค้าหรือบริการของเรา ลองลิสต์คำถามที่ลูกค้ามักจะโทรมาถาม หรือทักมาถามบ่อยๆ แล้วเขียนคำตอบที่ชัดเจน ตรงไปตรงมาลงไปเลย เช่น แทนที่จะแค่บอกว่า “เรามีบริการจัดส่ง” ให้ลองสร้างเป็นคำถาม-คำตอบดู:
- Q: มีบริการจัดส่งถึงบ้านไหม?
A: มีค่ะ เรามีบริการจัดส่งด่วนทั่วกรุงเทพฯ ภายใน 24 ชั่วโมง และจัดส่งทั่วประเทศภายใน 1-3 วันทำการค่ะ
- Q: ถ้าสินค้ามีปัญหา เปลี่ยนได้ไหม?
A: ได้แน่นอนค่ะ เรารับประกันความพึงพอใจ สามารถเปลี่ยนสินค้าได้ภายใน 7 วัน ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ
คอนเทนต์ลักษณะนี้แหละครับที่ AI ชอบมาก เพราะตรงกับรูปแบบคำถาม-คำตอบที่มันถูกฝึกมา ทำให้มีโอกาสสูงที่ AI จะดึงข้อมูลส่วนนี้ไปใช้ตอบคำถามของผู้ค้นหา.o AI Overviews
2. การวางโครงสร้าง HTML
การวางโครงสร้างหัวข้อ H1, H2, H3 เหมือนการเขียนสารบัญให้ AI อ่าน เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดที่จะบอกว่าเนื้อหาส่วนไหนสำคัญ และส่วนไหนเป็นหัวข้อย่อย
- H1 (หัวข้อหลัก):
- ใช้เป็นหัวข้อใหญ่ที่สุดของหน้า และควรมีแค่ H1 เดียวต่อหน้าเท่านั้น
- ควรใช้คำค้นหลักที่เป็นภาษาพูด (Conversational) และบอกเจตนา (Intent) ของหน้านั้นๆ ให้ชัดเจน
- H2 (หัวข้อย่อย):
- ใช้แบ่งหัวข้อรองลงมา และควรตั้งเป็นคำถามสั้นๆ ที่คนน่าจะอยากรู้
- พยายามเขียนพารากราฟสรุปสั้นๆ (1-3 ประโยค) ที่ตอบคำถามนั้นโดยตรงไว้ใต้ H2 แต่ละอัน เพราะนี่คือส่วนที่ AI มักจะดึงไปแสดงผลมากที่สุด
- H3 (หัวข้อรายละเอียด):
- ใช้เพื่อขยายความจาก H2 หรือแจกแจงเป็นข้อๆ เช่น เมนูแนะนำ, วิธีเดินทาง, หรือช่วงเวลาโปรโมชัน
- ถ้าอยากให้ AI หรือ Voice Assistant อ่านคำตอบของเราออกเสียงได้ง่ายๆ ให้พยายามเขียนคำตอบแบบสั้นกระชับไว้ใน H3 หรือในย่อหน้า <p> ที่ตามหลังมาทันที
ตัวอย่าง:
<h3>เมนูเครื่องดื่มยอดนิยม</h3>
<p>อเมริกาโน่เย็น และชาเขียวมัทฉะลาเต้</p>
3. ใช้ Schema Markup และ Structured Data

การใช้ schema markup
Schema Markup หรือ Structured Data เป็นเหมือนการติดป้ายบอก AI ว่าข้อมูลแต่ละส่วนคืออะไรกันแน่ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้ Google และ AI เข้าใจบริบทของข้อมูลเราได้ง่ายยิ่งขึ้น และเพิ่มโอกาสที่ข้อมูลของเราจะถูกดึงไปแสดงผลในรูปแบบพิเศษต่างๆ (Rich Results) รวมถึงเป็นคำตอบใน Voice Search และ AI Overviews ด้วย
เครื่องมือที่นิยมใช้กันคือ JSON-LD ซึ่งเป็นการเขียนโค้ดสคริปต์เพื่ออธิบายข้อมูลในหน้านั้นๆ สำหรับธุรกิจทั่วไป Schema ที่ผมแนะนำให้เริ่มใช้เลยคือ:
- FAQ Page: ใช้กับหน้า FAQ โดยเฉพาะ เป็นการบอก Google ตรงๆ เลยว่า หน้านี้คือชุดคำถาม-คำตอบนะ ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่ Google จะดึงไปแสดงผลในหน้าค้นหา
- QA Page: คล้ายๆ กับ FAQPage แต่เหมาะกับหน้าที่มีแค่คำถามเดียวและมีหลายๆ คนเข้ามาช่วยตอบ (เหมือนเว็บบอร์ด)
- Speakable: เป็นการมาร์กจุดในคอนเทนต์ว่า ส่วนนี้เหมาะสำหรับการอ่านออกเสียง ซึ่งออกแบบมาเพื่อ Voice Assistant โดยเฉพาะเลยครับ ถ้าเราใช้ Schema ตัวนี้ครอบคำตอบสั้นๆ ของเราไว้ ก็มีโอกาสที่ Google Assistant หรือ Siri จะหยิบประโยคนั้นไปอ่านให้ผู้ใช้งานฟัง
4. ปรับ Technical SEO ให้รองรับ AI Crawling
ต่อให้คอนเทนต์ดีแค่ไหน แต่ถ้าเว็บไซต์เข้ายาก โหลดช้า หรือใช้งานบนมือถือไม่ได้ AI Crawler (บอทที่เข้ามาเก็บข้อมูล) ก็ไม่อยากเข้ามา เหมือนกับคนเรานี่แหละครับ ถ้าเว็บไหนเข้ายาก โหลดช้า เราก็ปิดทิ้งทันที ดังนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ
- Performance Website: ความเร็วในการโหลดเว็บเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ เว็บที่โหลดเร็วจะทำให้ AI เข้ามาเก็บข้อมูลได้บ่อยและรวดเร็วกว่า
- Mobile-first: ปัจจุบัน Google ใช้เวอร์ชันมือถือเป็นหลักในการจัดอันดับ (Mobile-first Indexing) ดังนั้นเว็บไซต์ของคุณต้องแสดงผลและใช้งานบนมือถือได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100% เพราะ Voice Search ส่วนใหญ่ก็มาจากมือถือ
- Page Experience: ดูแลภาพรวมประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดี เช่น ไม่มี Pop-up กวนใจ, ปุ่มกดง่าย, ตัวอักษรอ่านชัดเจน สัญญาณเหล่านี้บอก AI ว่าเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพและน่าเชื่อถือ ทำให้มันอยากกลับมาเก็บข้อมูลบ่อยๆ
สรุป แนวทางการทำ SEO ในยุค Voice Search และ AI Overviews
การมาถึงของ Voice Search และ AI Overviews ไม่ใช่จุดจบของ SEO แต่มันทำให้นักการตลาดต้องใส่ใจผู้ใช้งานหรือ User มากกว่าเดิม และหัวใจสำคัญของการปรับตัวนี้ ไม่ใช่การมองหาทางลัด แต่คือการเปลี่ยน Mindset จากเดิมที่พยายามจะเอาใจอัลกอริทึม Google มาเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดและน่าเชื่อถือที่สุดในเรื่องที่คุณเชี่ยวชาญ แม้แต่เอเจนซี่ที่ทำ SEO อย่าง ANGA (แองก้า) ก็ได้บอกว่า “นักการตลาดเองก็ต้องปรับตัวมาสร้างผลลัพธ์บน AI Search มากขึ้น เพื่อสร้างความได้เปรียบและทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างยั่งยืนและอยู่เหนือคู่แข่งได้ในยุค AI”
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






