ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อิงกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ล่าสุด Akamai ตรวจพบปริมาณ Malicious Traffic เพิ่มสูงขึ้นถึง 245% นับตั้งแต่เหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ธุรกิจภาคการเงิน อีคอมเมิร์ซ และเกม ตกเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีข้ามทวีป

การทำสงครามในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่จริง แต่ขยายวงกว้างเข้าสู่โลกดิจิทัล กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ และกลุ่ม Hacktivist ที่เคลื่อนไหวตามอุดมการณ์ ต่างใช้พื้นที่ไซเบอร์เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจ เช่น กลุ่ม Hacktivist นามว่า Handala ซึ่งคาดว่าเชื่อมโยงกับหน่วยข่าวกรองของอิหร่าน ได้อ้างความรับผิดชอบในการโจมตีแบบ Data-Wiping ปริมาณหลายเทราไบต์
บริษัทที่ถูกโจมตีคาดเดาได้ไม่ยาก เพราะคือ Stryker บริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีรายงานถึงความเสี่ยงที่บริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ อาจตกเป็นเป้าหมายถัดไป โดยรูปแบบของทราฟฟิกมุ่งร้ายที่ Akamai ตรวจพบว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญประกอบด้วย
- Automated Reconnaissance Traffic: เพิ่มขึ้น 65%
- Credential Harvesting Attempts: เพิ่มขึ้น 45%
- Infrastructure Scanning: เพิ่มขึ้น 52% จากการสแกนหาบริการที่เปิดช่องโหว่ทิ้งไว้
- Botnet-driven Discovery Traffic: เพิ่มขึ้น 70%
- Pre-DDoS Reconnaissance: เพิ่มขึ้น 38% เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนยิงโจมตีจริง
ข้อมูลจากการวิเคราะห์แหล่งที่มาของการโจมตีพบว่า กลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีนิยมใช้บริการ Proxy เพื่อพรางตัวในการสร้างทราฟฟิกโจมตี โดยต้นทางของ IP ส่วนใหญ่มาจาก รัสเซีย 35% และ จีน 28% ตามมาด้วยอิหร่าน 14% และเกาหลีเหนือ 8% เมื่อพิจารณาในฝั่งของอุตสาหกรรมที่ถูกโจมตี ธุรกิจที่ตกเป็นเป้าหมายสูงสุดคือ Fintech / Banking 40%, Ecommerce 25% และ Games 15% รวมกันคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของทั้งหมด
ที่มา: https://www.akamai.com/blog/security/fortify-network-security-emerging-geopolitical-cyberthreats
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






