ในงานสัมมนา AI Made Easy ที่ Dell Technologies จัดขึ้นนั้น ได้มีการเปิดตัวนวัตกรรมและโซลูชันที่น่าสนใจเพื่อช่วยให้ธุรกิจองค์กรได้ก้าวเข้าสู่ยุค AI และบริหารจัดการ Data Center ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมากมาย พร้อมแนะนำถึงแนวทางในการนำสถาปัตยกรรมใหม่ๆ ทางด้าน IT มาใช้งานจริงกัน
ในบทความนี้ เราจะสรุปถึงวิสัยทัศน์, สถาปัตยกรรม และนวัตกรรมใหม่ๆ จาก Dell เพื่อตอบโจทย์ AI กันดังนี้ครับ
วิสัยทัศน์ใหม่ด้าน System Architecture: เทคโนโลยีแบบเปิดคือหัวใจสำคัญ
ประเด็นหนึ่งที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของ Dell Technologies นั้นก็คือเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีแบบเปิด เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมีทางเลือกในการใช้งาน Hardware, Software และ AI ภายใน Data Center ได้อย่างยืดหยุ่นตามต้องการ ซึ่งในปี 2025 นี้ ทาง Dell เองก็มีทั้ง Server ที่ใช้หน่วยประมวลผลจาก Intel, AMD และ NVIDIA ให้เลือกสรรใช้งานได้ตามโจทย์ของธุรกิจ
เพื่อตอบรับต่อวิสัยทัศน์ดังกล่าวนี้ ในมุมมองของ Dell Technologies การออกแบบ Modern Data Center เพื่อใช้งานในรูปแบบ Hybrid Multicloud จึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึง 5 ประเด็นดังนี้
- Future-Proof Compute ระบบประมวลผลควรจะต้องมีความยืดหยุ่น รองรับ Workload ได้หลากหลาย และใช้งานได้ทั้งในส่วนของ Virtualization, Container และ AI
- Next-Gen Networking ระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อภายใน Data Center จะต้องสามารถตอบโจทย์การรับส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลในหลายระดับประสิทธิภาพให้เหมาะกับงานได้
- Scalable Storage ระบบจัดเก็บข้อมูลภายใน Data Center จะต้องมีหลากหลายรูปแบบผสมผสานกัน เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับแต่ละ Workload ที่ต้องการประสิทธิภาพและรูปแบบในการเข้าถึงใช้งานข้อมูลที่แตกต่างกันได้
- Comprehensive Protection การปกป้องและสำรองข้อมูลหรือระบบต่างๆ ภายใน Data Center นั้นต้องมีอย่างครอบคลุม พร้อมทำ Disaster Recovery ได้
- Energy Efficiency การใช้พลังงานและการระบายความร้อนจะกลายเป็นโจทย์สำคัญอันใหม่ที่ธุรกิจต้องคำนึงถึง เพื่อรองรับ AI ที่ใช้พลังงานสูงและสร้างความร้อนปริมาณมากในพื้นที่ขนาดเล็ก ซึ่งเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ดีก็คือ Data Center Liquid Cooling ที่ Dell กำลังผลักดัน
สำหรับสถาปัตยกรรมระบบเพื่อขานรับต่อวิสัยทัศน์ดังกล่าว Dell ได้เลือกใช้ Disaggregated Data Center เป็นแนวทางหลักในการออกแบบ โดยแยกชั้นระหว่าง Compute, Storage และ Network ออกจากกัน เป็นวิวัฒนาการก้าวถัดจาก HCI ที่ควบรวมทั้ง 3 ส่วนเอาไว้ด้วยกัน เพื่อให้ธุรกิจองค์กรเกิดความยืดหยุ่นในการเลือกใช้งาน Hardware ให้เหมาะสมต่อแต่ละงาน แต่ยังคงมีความสามารถในการบริหารจัดการในภาพรวมจากศูนย์กลางได้เช่นเดิม
การออกแบบ Modern Data Center ตามแนวทางนี้จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นในการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับ Workload ได้หลากหลาย และช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่สะดุดติดขัด
อีกจุดที่น่าสนใจก็คือเทคโนโลยีประมวลผลสมัยใหม่ ทั้ง CPU และ GPU นั้นต่างก็มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้นความหนาแน่นภายใน Data Center หรือ Density นั้นก็กำลังจะสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าและการระบายความร้อนต่อ Rack นั้นสูงขึ้นตามไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ การนำ Liquid Cooling มาใช้ใน Data Center จึงเริ่มกลายเป็นกลยุทธ์ในระยะยาวที่หลายองค์กรเริ่มพิจารณา เพราะการใช้ของเหลวช่วยระบายความร้อนนั้นมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าการใช้อากาศ และยังใช้พลังงานน้อยกว่า ซึ่งการระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นนี้ ก็จะช่วยให้หน่วยประมวลผลทั้ง CPU และ GPU สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเป็นระยะเวลาต่อเนื่องที่ยาวนานมากยิ่งขึ้น ทำให้ความคุ้มค่าโดยรวมในการใช้พลังงานนั้นสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ แม้ว่าทุกวันนี้ Cloud จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ธุรกิจองค์กรหลายแห่งได้เริ่มใช้งานกันเป็นสถาปัตยกรรมหลักในการทำงานแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปและหลายองค์กรเริ่มเห็นค่าใช้จ่ายบน Cloud ที่สูงขึ้นจนเกินควบคุม ฝ่าย IT ก็เริ่มกลับมาพิจารณาเรื่องระบบ Hybrid Multicloud กันมากขึ้น โดยการลงทุนภายใน Data Center ตนเองให้สามารถย้าย Workload จาก Cloud กลับมาสู่ Data Center ขององค์กรได้อย่างยืดหยุ่นยิ่งกว่าเดิม ซึ่งก็ช่วยให้การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายขององค์กรนั้นเป็นไปได้อย่างเหมาะสม และกลายเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญที่หลายองค์กรเริ่มดำเนินการ เป็นการผสมผสานระหว่างจุดแข็งของ Cloud และ Data Center ได้อย่างลงตัว
Dell PowerEdge Server รุ่นใหม่ล่าสุด: ทรงพลังและหลากหลายยิ่งขึ้น ด้วยนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจาก Intel, AMD และ NVIDIA
Dell PowerEdge Server 17th Gen รุ่นล่าสุดของปีนี้ได้ถูกออกแบบมาให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ด้านระบบเปิดของ Dell ที่รองรับทั้งหน่วยประมวลผล Intel, AMD และ NVIDIA บน Hardware ที่ออกแบบมาให้สามารถใช้งานหน่วยประมวลผลเหล่านี้ได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด และตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
สำหรับ Intel และ AMD นั้นก็ยังคงเป็น CPU หลักที่ถูกใช้งานภายใน Dell PowerEdge Server ด้วยความยืดหยุ่นในการรองรับ Workload ได้หลากหลาย ทั้งในส่วนของ Virtualization และ Container โดยสามารถทำงานร่วมกับ Software Stack ต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม ดังนั้นธุรกิจองค์กรจึงสามารถเลือกใช้ CPU ให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานและการคิดค่า License ของ Software ที่ต้องการได้อย่างยืดหยุ่น, กระจายความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยจากการใช้ CPU แบรนด์เดียว และมีความคุ้มค่าสูงสุดในทุกจังหวะการลงทุนจากนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่ Intel และ AMD ได้เปิดตัวออกมาในแต่ละปี
ส่วนการประมวลผลด้าน AI ทาง Dell ก็รองรับเทคโนโลยี GPU ได้จากทั้ง Intel, AMD และ NVIDIA เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าองค์กรเช่นกัน รวมถึงยังรองรับ AI Stack ได้หลากหลาย พร้อมเปิดให้เหล่าผู้พัฒนา AI Model ไทยที่ต้องการเป็นพันธมิตรเข้ามาร่วมทดสอบเทคโนโลยี และนำเสนอโซลูชันแก่กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยกัน
Data Center Refreshment: ยุบรวม Server เหลือจำนวนน้อยลง 7 เท่า ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น ประหยัดไฟกว่าเดิม
กรณีศึกษาที่ถูกหยิบยกมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจภายในงานครั้งนี้ที่ชี้ให้เห็นถึงข้อดีของความยืดหยุ่นใน Dell PowerEdge Server ก็คือตัวอย่างของโครงการ Data Center Refreshment ที่มีลูกค้ารายหนึ่งของ Dell ทำการอัปเกรด Server จำนวน 1,000 เครื่อง ที่ใช้ 2P Intel Xeon Platinum 8280 28 Cores มีแกนประมวลผลรวมกัน 56,000 Core เหลือเพียง Server เพียงแค่ 131 เครื่อง โดยใช้ 2P AMD EPYC 9965 192 Cores มีแกนประมวลผลรวมกัน 50,300 Core แทน ซึ่งมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าเดิม สามารถรองรับ Workload ที่เคยใช้งานอยู่ได้อย่างมั่นใจ
การสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดและเหมาะสมกับงานที่สุดจากทั้ง Intel และ AMD นี้ ส่งผลให้การอัปเกรดครั้งนี้ยังช่วยลดจำนวน Server ลงไปได้ที่อัตราส่วน 7:1 หรือลดจำนวนเครื่องลงไปได้ 87% เลยทีเดียว ช่วยให้ Data Center มีขนาดเล็กลง และใช้พลังงานน้อยลง 68% ทั้งหมดนี้ทำให้โครงการนี้มี TCO ในระยะเวลา 3 ปีดีขึ้นถึง 67%
โครงการนี้เป็นจริงขึ้นมาได้จากการใช้ Dell PowerEdge Server ร่วมกับหน่วยประมวลผล AMD EPYC ที่มีแกนประมวลผลมากถึง 192 Core และสามารถติดตั้งได้ 2 CPU ภายใน Server 1 เครื่อง ซึ่งจะเห็นได้ว่าสำหรับ Workload ที่มีการใช้งานพลังประมวลผลจาก CPU เป็นหลัก ผู้ใช้งาน Dell ก็สามารถเลือกใช้ AMD ที่มีจุดเด่นด้านนี้ เพื่อสร้างความคุ้มค่าในการลงทุนสูงสุดได้
Dell Data Lakehouse: เมื่อ Dell ก้าวสู่ตลาด Data Platform ด้วยเครื่องมือที่พร้อมสำหรับ Open Data Architecture
อีกการนำเสนอที่น่าสนใจในงานครั้งนี้ ก็คือการนำเสนอโซลูชัน Dell Data Lakehouse ที่เกิดจากการผสานความร่วมมือระหว่าง Dell และ Starburst ในการพัฒนา Open, Modern Data Lakehouse for AI ร่วมกัน
จุดเด่นของโซลูชันนี้ คือการออกแบบโดยเลือกใช้เทคโนโลยีที่เป็นแบบเปิดมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการรองรับ File Format ตามมาตรฐานเปิด, ใช้งานได้ทั้งกับ Structured Data และ Unstructured Data รวมถึงยังการรองรับ Protocol การเชื่อมต่อเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย ทำให้มั่นใจได้ว่าในการใช้ Dell Data Lakehouse นี้ ธุรกิจองค์กรจะเป็นเจ้าของข้อมูลภายในระบบอย่างแท้จริง ไม่ต้องติดปัญหา Vendor Lock-In ที่ถ้าหากไม่ต่อ License การใช้งานแล้วองค์กรอาจเข้าถึงข้อมูลไม่ได้เลยอย่างที่เคยประสบมา
นอกจากนี้ Dell Data Lakehouse ยังใช้เทคโนโลยี Data Virtualization เพื่อเป็นตัวกลางในการเข้าถึงข้อมูลจาก Data Source และ Database อื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และง่ายดาย โดยมั่นใจได้ว่าจะได้รับข้อมูลล่าสุดที่อัปเดตในระบบที่กระจัดกระจายอยู่ในองค์กรอย่างแน่นอน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลข้อมูลได้เป็นอย่างดี โดย Dell เองก็มีกรณีตัวอย่างการใช้งาน ที่เคยลดเวลาซึ่งต้องเคย Query จากระบบเดิม 2 ชั่วโมงครึ่ง เหลือเพียงแค่ 7 Millisecond มาแล้ว
Dell นั้นเชื่อว่า Dell Data Lakehouse จะกลายเป็นอีกหนึ่งโซลูชันที่ลูกค้าของ Dell ในไทยให้ความไว้วางใจและเริ่มใช้งานกันมากขึ้นเพื่อสร้าง Data Platform กลางสำหรับธุรกิจองค์กร เนื่องจากการใช้ Data Virtualization นี้จะช่วยให้องค์กรสามารถรวบรวมข้อมูลจาก Data Source ทั้งหมดมาได้โดยไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการทำงานของ Business Application ที่มีการใช้งานอยู่ ซึ่งเป็นแนวทางที่จะทำให้องค์กรสามารถเริ่มสร้างคุณค่าจากข้อมูลธุรกิจที่ตนเองมีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว
Dell NativeEdge: สถาปัตยกรรมตอบโจทย์ Edge AI ที่ง่ายดายยิ่งกว่าที่เคย
โจทย์ในการทำ Edge AI นั้นเริ่มกลายเป็นที่พูดถึงในธุรกิจองค์กรไทยกันมากขึ้น และ Dell ก็พร้อมจะวางสถาปัตยกรรมเพื่อตอบรับต่อโจทย์นี้ได้แล้วด้วย Dell NativeEdge ที่มีพร้อมทั้ง Hardware อันหลากหลายจาก Dell ควบคู่กับ Cloud Platform สำหรับใช้ในการบริหารจัดการและ Deploy ระบบลงไปยังแต่ละ Edge ได้อย่างง่ายดาย
วิสัยทัศน์ของ Dell นั้นเล็งเห็นว่า ในอนาคต Edge จะกลายเป็นหนึ่งในช่องทางหลักในการนำ AI ไปใช้งาน ซึ่งในแต่ละองค์กร การใช้งาน Edge หนึ่งๆ นั้นก็อาจต้องรองรับ Workload ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น AI เฉพาะทาง, การทำ Data Analytics หรือการทำ SD-WAN ทาง Dell จึงได้ออกแบบระบบให้องค์กรสามารถทำการ Deploy Workload ที่หลากหลายลงไปทำงานบนอุปกรณ์ Edge แต่ละชุดได้ เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานให้มากขึ้นในอนาคต
ในโซลูชันนี้ Dell ได้ผสานแนวคิด Zero Touch Deployment ที่องค์กรสามารถทำการตั้งค่าทุกอย่างได้จาก Cloud แล้วนำอุปกรณ์ไปติดที่ปลายทาง เชื่อมต่อกับ Internet แล้วทำให้อุปกรณ์นั้นๆ เริ่มดึง Workload จาก Cloud ไปทำงานด้วยตนเองโดยอัตโนมัติ ผสานกับการทำ Zero Trust เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยในการเชื่อมต่อเครือข่ายและใช้งานจากปลายทาง และเชื่อมต่อไปยัง Multicloud ได้เพื่อให้การนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อยอดนั้นเกิดขึ้นได้อย่างยืดหยุ่นอิสระ
ส่วนทางด้าน Hardware นั้น Dell ก็มีให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย ทั้ง IoT Gateway, Server, PC ที่รองรับได้ทั้ง Virtualization และ Container โดยจะมีอุปกรณ์ที่สามารถเลือกให้ทนความร้อน, การสั่นสะเทือน และการเชื่อมต่อเครือข่ายได้หลากหลายตามความต้องการ
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย









