[NCSA THNCW 2023] The Future of Cybersecurity – Risk & Resilience โดย CyberGenics

เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าและเข้ามามีบทบาทมากขึ้นต่อการดำเนินการของธุรกิจและภาครัฐ ความซับซ้อนและหลากหลายของการโจมตีทางไซเบอร์ก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว องค์กรจึงต้องมีการทบกวนและพัฒนาการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมความเสี่ยง

เซสชัน “The Future of Cybersecurity – Risk & Resilience” โดยคุณธนพล ประเสริฐไพฑูรย์ ผู้ชำนาญการด้าน Cybersecurity จาก CyberGenics ในงาน Thailand National Cyber Week 2023 เมื่อวันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2023 ที่ผ่านมาพาเราไปรู้จักกับภัยคุกคามและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมแนะนำแนวทางว่าองค์กรต้องเตรียมความพร้อมอย่างไรเพื่อรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและกลับมาดำเนินการต่อได้อย่างรวดเร็ว

จากอดีตสู่อนาคต การดำเนินงานและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปกระตุ้นให้องค์กรต้องเปลี่ยนตาม

ในช่วงปีที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงในโลกเกิดขึ้นมากมาย ทั้งในแง่ของลักษณะการดำเนินการและสภาพแวดล้อมขององค์กร หลังผ่านวิกฤตโรคระบาด เราได้เห็นการเติบโตของการใช้งานคลาวด์ในองค์กร การใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้นในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการผลิตในรูปแบบของ Smart Manufacturing การเปลี่ยนเข้าสู่ยุคการทำงานแบบ Hybrid Work เพิ่มขึ้นกว่า 60% และสงครามไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนมากมาย ในกรณีของสงครามรัสเซีย-ยูเครน และการโจมตีที่มีเป้าหมายเป็นระบบสาธารณูปโภค

สิ่งเหล่านี้ล้วนชี้ให้เราเห็นถึงความเสี่ยงที่องค์กรมีเพิ่มมากขึ้นต่อการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายให้กับองค์กรและประชาชนผู้ใช้บริการได้อย่างมหาศาล คุณธนพลได้ยกตัวอย่างสถิติภัยคุกคามทางไซเบอร์ล่าสุดที่น่าจับตามอง เช่น

  • มีการโจมตีทางไซเบอร์ถึงร้อยละ 43 ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็น SMEs แปลว่า Cybersecurity นั้นไม่ใช่เพียงเรื่องของบริษัทใหญ่อีกต่อไป
  • กลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare ถูกโจมตีมากขึ้น ซึ่งระบบทางการแพทย์นั้นเต็มไปด้วยข้อมูลละเอียดอ่อน และหากตกอยู่ในมือผู้ไม่ประสงค์ดีก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้
  • มีการ Phishing ทางอีเมลสูงถึง 94%
  • กรณีการโจมตีบริการหรือแอป 3rd Party Application มีมากขึ้น เมื่อระบบขององค์กรขึ้นอยู่กับระบบเหล่านี้ก็พลอยได้รับความเสียหายไปด้วย

จะเห็นได้ชัดว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์นั้นมีความรุนแรงและความถี่มากขึ้นทุกวัน และไม่ว่าองค์กรใดก็สามารถเป็นเหยื่อได้ นอกจากจะต้องป้องกันให้การโจมตีไม่เกิดขึ้นแล้ว ในกรณีที่ถูกโจมตีจริงก็ต้องวางแผนให้องค์กรสามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว หรือมี Reselience นั่นเอง 

“เหมือนตุ๊กตาล้มลุก ที่ถ้าโดนทำให้ล้มก็ต้องลุกขึ้นมาได้เร็ว” 

ทำอย่างไรให้องค์กรเข้มแข็งและยืดหยุ่นพอที่จะรับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำถามถัดมาคือองค์กรจะเตรียมรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างไร คุณธนพลอธิบายว่าองค์กรควรมีเป้าหมายในการสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั้งหมด 3 ข้อด้วยกัน คือ

  1. ป้องกันอย่างเต็มที่ไม่ให้เกิดเหตุไม่พึงประสงค์ขึ้น
  2. หากเกิดเหตุโจมตีต้องสามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
  3. มีการพัฒนาระบบป้องกันภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง รู้เท่าทันการโจมตีรูปแบบใหม่ๆ

ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้องค์กรสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ โซลูชัน หรือ Framework ด้านความปลอดภัยที่มีอยู่มากมายได้ตามความเหมาะสม โดยในเซสชัน คุณธนพลได้แนะนำกรอบความคิด 3 ขั้นตอนเบื้องต้นให้องค์กรลองไปปรับใช้กัน ได้แก่

1. Identify

ขั้นแรกของการสร้างความปลอดภัยให้กับองค์กรคือการทำความรู้จักกับระบบและความเสี่ยงขององค์กรให้ดีเสียก่อน ซึ่งรวมไปถึงระบบของ 3rd Party ภายนอกที่องค์กรใช้งานอยู่ด้วย

  • ประเมินระบบว่ามีความเสี่ยงที่จุดใด และองค์กรมีความสามารถในการรักษาความปลอดภัยเพียงใด
  • จัดทำระบบกลางหรือ Dashboard ที่คอยตรวจตาการทำงานของทุกระบบขององค์กรมารวมไว้ด้วยกัน เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา ตรวจจับ และตระหนักถึงช่องว่างที่ผู้ไม่ประสงค์ดีอาจใช้เข้ามาสร้างความเสียหาย
  • รู้จักแอปหรือบริการจากภายนอกที่ใช้งานอยู่ให้ถ่องแท้ และอาจตั้งมาตรฐานด้านความปลอดภัยขึ้นเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกใช้ 3rd Party Service เพื่อคัดกรองด้านความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น 
  • สำหรับองค์กรที่มีการใช้อุปกรณ์จำนวนมากในเครือข่าย IoT องค์กรก็ต้องทำความเข้าใจกับการรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์และเครือข่ายที่ใช้งานอยู่
  • ต้องไม่ลืมประเมินความเสี่ยงโดยคิดถึงปัจจัยบุคลากรในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรที่เคยทำงานในระบบปิด(ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับภายนอก)และไม่ได้สัมผัสกับเทคโนโลยีดิจิทัลมากมาก่อน 

2. Protect

ขั้นตอนถัดมา คือการสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่ทุกคนในองค์กรสามารถใช้งานได้โดยสอดคล้องกับลักษณะการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายในองค์กร สร้างบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และต้องไม่ลืมคำนึงว่าขั้นตอนด้านความปลอดภัยที่เพิ่มเข้ามา ไม่ควรจะยาก หรือเป็นภาระต่อผู้ใช้งานมากเกินไป

  • สร้างระบบรักษาความปลอดภัยกลาง เนื่องจากในอนาคตองค์กรจะมีการใช้งานระบบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ระบบที่แยกออกไปมากมายหมายถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น การตรวจสอบและควบคุมที่ยากขึ้นตาม
  • สร้าง User Experience ที่ดีสำหรับกลไกการรักษาความปลอดภัย และกรณีการใช้งานโดยละเอียด เช่น เมื่อมีคนลาออกจากองค์กร ทีม HR สามารถปิดการเข้าถึงข้อมูลได้ทันที ไม่ต้องรอประสานงานกับทางทีม IT ซึ่งเวลาที่รอนี้ก็หมายถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
  • ดูแลความปลอดภัยและกำหนดเกณฑ์สำหรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบงานเพื่อรองรับ Hybrid Work อย่างราบรื่นและปลอดภัย
  • วางแผนในการจัดการ Priviledge Account ที่มีสิทธิ์มากในการเข้าถึงระบบและข้อมูลทั้งในระบบขององค์กรและ 3rd Party ภายนอก มีการแจ้งเตือนเข้าใช้งาน หรือสร้างบัญชีแบบใช้แล้วทิ้ง (Just-in-time Account) ในการใช้งานชั่วคราว
  • เสริมความแข็งแกร่งในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ทั้งข้อมูลที่มีการจัดเก็บ ส่งข้ามระบบ หรือข้อมูลที่มีการใช้งานอยู่
  • วางแผนรักษาความปลอดภัยในการใช้ระบบทุกระดับ และรีวิวระบบการรักษาความปลอดภัยทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง เพื่อความมั่นใจว่าทุกอย่างสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ไม่ขัดกัน และไม่ซ้ำซ้อน
  • เร่งสร้างความรู้ให้กับสมาชิกภายในองค์กรอย่างทั่วถึง จัดเทรนนิ่งด้านความปลอดภัย มีมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และตรงตามเนื้อหางานจริง เพื่อสร้าง Mindset ด้านความปลอดภัยไซเบอร์

องค์กรต้องเร่งสร้างวัฒนธรรมและการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยส่งเสริมควบคู่ไปกับกลไกการรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุม 

3. Detect & Respond & Recover 

ขั้นตอนที่ 3 คือการเตรียมกลไกสำหรับการตรวจจับและรับมือในกรณีที่เกิดการโจมตีขึ้น ซึ่งองค์กรจะต้องพัฒนาแนวทางอย่างสม่ำเสมอ นำความผิดพลาดมาวิเคราะห์เพื่อสร้างแนวทางความปลอดภัยใหม่ที่เข้มแข็งกว่าเดิม พร้อมรับมือกับการโจมตีรูปแบบใหม่ๆในอนาคต

  • สร้าง Visibility ภายในองค์กรเพื่อการตรวจสอบปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และมีการเชื่อมต่อกับระบบความปลอดภัยกลางเพื่อเฝ้าระวังภัยคุกคามต่อไป
  • ติดตามข่าวสารถด้านภัยคุกคามและอัพเดทระบบให้เท่าทันอยู่เสมอ 
  • ใช้เทคโนโลยี Automation เข้ามาช่วยในการจัดการกับภัยคุกคามที่รู้จักดีแบบอัตโนมัติ
  • มีแผนสำหรับ Worst Case ที่อาจเกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยต้องตรวจสอบตลอดเวลาว่าแผนที่จัดไว้สามารถใช้งานได้จริง มีการสำรองข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย
  • โฟกัสที่คุณภาพของการตรวจจับภัยคุกคามว่าต้อง Detect ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  • จัดลำดับความสำคัญของภัยคุกคามประเภทต่างๆ เพื่อในการรับมือจริงจะได้ควบคุมความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
  • เตรียมความพร้อมให้กับสมาชิกภายในองค์กรในกรณีเกิดเหตุโจมตี อาจมีการซ้อมรับมือภัยคุกคาม และนำผลลัพธ์จากการซ้อมไปปรับปรุงขั้นตอนรักษาความปลอดภัย โดยต้องมีการซ้อมแบบ End-to-end เพื่อให้มั่นใจว่าระบบรักษาความปลอดภัยสามารถทำงานได้จริงด้วย 
  • * ปรับแผนการรักษาความปลอดภัยอยู่เสมอ และรีวิวทุกครั้งที่มีระบบเข้ามาเพิ่มเติม

ระบบรักษาความปลอดภัยต้องโตทันความซับซ้อนของภัยคุกคามและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

จนถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านคงพอจะเห็นภาพของการรักษาความปลอดภัยในปัจจุบันที่ต้องมีการเตรียมความพร้อม อัพเดท และเปลี่ยนแปลงได้อย่างยืดหยุ่นตามสถานการณ์และการโจมตีที่นับวันมีแต่จะซับซ้อนมากขึ้น ก่อนจบเซสชัน คุณธนพลได้ฝากสรุปส่งท้าย 6 ข้อที่องค์กรควรทำเพื่อให้ระบบงานแข็งแกร่ง รับมือกับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นได้อย่างตุ๊กตาล้มลุก

  1. ประเมิน Asset ภายในองค์กรและความสามารถในการรักษาความปลอดภัยให้รอบคอบ หากมีส่วนใดที่ขาดให้เร่งแก้ไข
  2. พัฒนาระบบ Identity และ Access ให้จัดการง่าย ควบคุมได้จากส่วนกลาง และต้องไม่ลืมถึง User Experience ในการใช้งานของสมาชิกทุกคนในองค์กร
  3. พัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยให้มีหลายชั้น เพื่อลดความเสียหายต่อเนื่องในกรณีถูกโจมตี
  4. อัพเดทแผนการรักษาความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ จัดการทดสอบ ประเมิน และนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาต่อเพื่อการรับมือที่เข้มแข็งขึ้น
  5. พิจารณาลงทุนในเทคโนโลยีต่างๆ เช่น Automation หรือเทคโนโลยีสำหรับตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อลดข้อผิดพลาด เพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยคุกคาม
  6. ประเมินความเสี่ยง และพัฒนาการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของบุคลากร ขั้นตอน และเทคโนโลยีที่เลือกใช้งาน

รับชมเซสชัน “The Future of Cybersecurity – Risk & Resilience” ย้อนหลังได้ที่นี่

About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

SailPoint เข้าซื้อ Entro สตาร์ทอัพความมั่นคงปลอดภัยเอเจนต์ AI

SailPoint Technologies ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ Entro Security สตาร์ทอัพผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยองค์กรในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับเอเจนต์ปัญญาประดิษฐ์

1Password เข้าซื้อกิจการ Apono ผู้ให้บริการการเข้าถึงแบบ Just-In-Time

1Password ผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ Apono เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการรักษาความปลอดภัยสำหรับปัญญาประดิษฐ์ ทว่าไม่มีการเปิดเผยเงื่อนไขและมูลค่าทางการเงินของข้อตกลง