Breaking News

เครือ Marriott ประกาศชดใช้ค่าทำ Passport ใหม่ สำหรับลูกค้าที่ถูกขโมยข้อมูลกว่า 500 ล้านราย

 

ถือเป็นแนวทางการรับผิดชอบที่น่าสนใจไม่น้อย เมื่อเครือ Marriott ออกมาประกาศชดเชยค่าทำ Passport ให้กับลูกค้าของตนเองที่ได้รับผลกระทบจากกรณีข้อมูลรั่วไหลครั้งใหญ่ที่ผ่านมา

 

Credit: ShutterStock.com

 

ทาง Marriott ได้ให้ข้อมูลกับ The Register ว่าสำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบในกรณีข้อมูลรั่วไหลพบว่า Passport ของตนเองถูกบุคคลภายนอกนำไปใช้นั้น สามารถนำข้อมูลหลักฐานมาแสดงกับทางเครือเพื่อเบิกค่าทำ Passport ใหม่ได้ทันที เพราะในกรณีข้อมูลรั่วไหลครั้งนี้ หนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ถูกขโมยออกไปด้วยนั้นก็คือ Passport Number นั่นเอง

การรับผิดชอบครั้งนี้ถูกผลักดันจากวุฒิสมาชิก Charles Schumer ที่ได้ออกมาเรียกร้องให้ทางเครือโรงแรมรับผิดชอบต่อลูกค้าที่ได้รับผลกระทบในการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่มิชอบเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยค่าทำ Passport ใหม่นั้นก็อยู่ที่ประมาณ 110 เหรียญหรือราวๆ 3,520 บาทต่อเล่ม

อย่างไรก็ดี ทางการของสหรัฐอเมริกาเองก็ออกมาระบุว่าการสร้าง Passport ปลอมของประชาชนชาวสหรัฐอเมริกานั้นไม่ใช่เรื่องง่า่ย และต้องอาศัยข้อมูลมากกว่าเพียงแค่เลข Passport เท่านั้น

ก็ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับแบรนด์ใหญ่เมื่อเกิดเหตุกรณีข้อมูลรั่วไหล และต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อลูกค้าของตนเอง

 

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2018/12/07/marriott_breach_passport/


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

นักวิจัยพบช่องโหว่ใหม่ 36 รายการบนโปรโตคอล LTE

ทีมนักวิจัยจากเกาหลีใต้ได้ค้นพบช่องโหว่บนโปรโตคอล LTE ที่ใช้ในเครือข่ายมือถือถึง 51 รายการซึ่ง 36 รายการเป็นการค้นพบครั้งใหม่โดยอาศัยเทคนิค Fuzzing ซึ่งสามารถทำให้ผู้โจมตีสามารถบล็อกการโทร ตัดการเชื่อมต่อของผู้ใช้จากเครือข่าย แอบฟังหรือแทรกแซงข้อมูลทราฟฟิคได้ เป็นต้น

[Guest Post] ธุรกิจส่วนใหญ่ในตอนนี้พร้อมกับกฎหมาย GDPR แล้วหรือยัง?

กฎหมาย General Data Protection Regulation (GDPR) เริ่มมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา องค์กรที่อยู่ในพื้นที่สหราชอาณาจักรมีความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมายใหม่นี้มากกว่าที่อื่นๆ ทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ