
การจัดการภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบันต้องคำนึงถึงการรับส่งข้อมูล East-West ในขณะที่แบบดั้งเดิมที่เน้นรักษาขอบเขตหรือ North-South เป็นหลักนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป ตามรายงาน Cybersecurity หลายฉบับตลอดปี 2023 เห็นตรงกันว่าการโจมตีแรนซัมแวร์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 30% มีมูลค่ารวมกว่าสองพันล้านดอลลาร์ทั่วโลก และเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปี 2022 โดยแรนซัมแวร์นี้จะซ่อนตัวอยู่ในจุดบอดขององค์กรส่วนใหญ่ที่ยังละเลยการป้องกันโดยเฉพาะ East-West

Gigamon Deep Observability Pipeline เป็นโซลูชันที่จะนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากเครือข่ายมาสู่ Observability Tools และ Security Tools บน Hybrid Cloud ที่นอกเหนือไปจากแนวทางการสังเกตการณ์ในปัจจุบันซึ่งอาศัยแค่ MELT (Metrics, Events, Logs, และ Traces) เท่านั้น แต่ Gigamon จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการรวบรวม ประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ภายในและภายนอกองค์กร ทำให้สามารถติดตามแบบเรียลไทม์ ตรวจจับภัยคุกคาม และเพิ่มประสิทธิภาพบน Public, Private และ Hybrid Cloud รองรับทั้ง Hardware, Virtualization หรือแม้แต่ Container ซึ่งจะแตกต่างจากการวัดและส่งข้อมูลแบบ MELT ที่อาจโดนโจมตีด้วยการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือปิดใช้งานหรือปิดการส่งได้ ดังนั้น Gigamon จึงสามารถมอบข้อมูลที่มากกว่าและเป็นจริงกว่า ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพของ Tools ให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงลดต้นทุนโดยรวมขององค์กร

ด้วยโซลูชัน Deep Observability Pipeline ของ Gigamon องค์กรจะสามารถมองเห็นการรับส่งข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง East-West ทำให้มั่นใจได้ถึงการตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามที่มีประสิทธิภาพ จัดการกับจุดบอดที่อาจเกิดขึ้นและปรับปรุงมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์โดยรวม รวมถึงลดความเสี่ยงของภัยคุกคามที่อาจจะตรวจไม่พบ โดยสรุปโซลูชันดังนี้
- Visibility Encrypted Traffic: 91% ของภัยคุกคามทางไซเบอร์ใช้ช่องทางที่เข้ารหัสเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ การถอดรหัสการรับส่งข้อมูล SSL/TLS เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมองเห็นเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ Gigamon พร้อมการถอดรหัส GigaSMART® ที่มีลิขสิทธิ์ ช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นทราฟฟิกที่เข้ารหัสได้อย่างเต็มที่ สามารถตรวจสอบเนื้อหาของข้อมูลเครือข่าย East-West ที่เข้ารหัสได้ ระบุภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้
- Gigamon Precryption™: เป็นด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในการกำจัดจุดบอดที่ใหญ่ที่สุดในโครงสร้างพื้นฐาน Hybrid Cloud ซึ่งช่วยให้เห็นการโจมตีของผู้คุกคามที่ซ่อนอยู่ภายในการสื่อสารที่เข้ารหัสอยู่ ไม่ว่าจะแบบ SSL หรือ TLS โดยไม่ต้องมีการจัดการคีย์ และเป็นการสร้างรากฐาน Zero Trust ให้องค์กร ด้วยการมองเห็นแบบ Full-Visibility

- Cloud-native Integration: Gigamon ได้รับการออกแบบมาเพื่อสภาพแวดล้อมของ Cloud โดยสามารถติดตั้งแบบเนทีฟกับแพลตฟอร์ม Cloud ชั้นนำเช่น Amazon Web Services (AWS), Microsoft Azure และ Google Cloud ช่วยให้ปรับใช้ได้อย่างราบรื่นและมองเห็นความเคลื่อนไหว ระหว่างปริมาณงานใน Cloud และช่วยให้มั่นใจถึงความเข้ากันได้ ประสิทธิภาพสูงสุด และการกำจัดจุดบอด

- Traffic Reduction and Tools Optimization: Gigamon ใช้เทคโนโลยีหลากหลายวิธี ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดปริมาณของการรับส่งข้อมูล และกำจัด “สัญญาณรบกวน (Noise)” บนเครือข่าย เทคนิคเหล่านี้ได้แก่ De-Duplication, Traffic Load-balancing, Application Filtering, Metadata และอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งนี้สามารถลดการรับส่งข้อมูลที่ต้องได้รับการตรวจสอบลงได้อย่างมาก ทำให้มั่นใจได้ว่าเครื่องมือรักษาความมั่นคงปลอดภัยสามารถมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์การรับส่งข้อมูลเครือข่ายที่มีมูลค่าสูง เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้ดียิ่งขึ้น
- Application Metadata Intelligence (AMI): Gigamon สามารถขยายขอบเขตการมองเห็นจาก Network Layer ไปถึง Application Layer สนับสนุนแนวทางที่ครอบคลุมเพื่อให้เห็นถึงพฤติกรรมของแอปพลิเคชัน โดยให้ข้อมูลที่มีค่าเกี่ยวกับการรับส่งข้อมูล East-West โดยไม่ต้องเก็บข้อมูลเคลือข่ายทั้งหมดที่มีขนาดมหาศาล การดึงข้อมูล Metadata ช่วยลดปริมาณข้อมูลที่กำลังประมวลผล ทำให้สามารถจัดการการวิเคราะห์ได้มากขึ้น เช่น Source/Destination IP, Port, Protocol, Timestamp และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่ใช้ในการตรวจจับและสืบสวนภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทั้งนี้ Gigamon AMI รองรับโปรโตคอล แอปพลิเคชัน และพฤติกรรมผู้ใช้มากกว่า 7,000 รายการ คุณลักษณะ L4 – L7 ครอบคลุมแอปพลิเคชันมาตรฐานและแบบกำหนดเอง 3,500 รายการ

- Integration with Security Tools and Platforms: ผสานรวมอย่างลงตัวกับเครื่องมือและแพลตฟอร์มความมั่นคงปลอดภัยที่หลากหลาย รวมถึง SIEM, NDR, IDS/IPS, Threat Intelligence และ Observability Tools ช่วยให้ทีมรักษาความมั่นคงปลอดภัย (SOC/SecOps) สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการมองเห็น การตรวจจับภัยคุกคาม การตอบสนองต่อเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ และมอบการป้องกันในเชิงลึกและสมบูรณ์แบบทั่วทั้งโครงสร้างพื้นฐาน IT แบบไฮบริดขององค์กร
Gigamon Deep Observability Pipeline เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความปลอดภัยทางไซเบอร์และการตรวจจับภัยคุกคามโดยการกำจัดจุดบอด ให้การมองเห็นในระดับของ Network Packet ขณะเดียวกันก็ผสานรวมเข้ากับแพลตฟอร์ม Cloud และเครื่องมือสังเกตการณ์ชั้นนำได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ บริษัทเอ็ม-โซลูชันส์เทคโนโลยีประเทศไทยจำกัด (M.Tech Thailand) ผู้จัดจำหน่าย (Distributor) ประจำประเทศไทย หรือติดต่อ คุณวสันต์ สุริยา ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ โทร 02-059-6500 หรืออีเมล thproducts@mtechpro.com ทางเรายินดีที่จะเข้าไปให้ข้อมูลและนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับท่าน
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






