Dell Technologies เปิดแผนก IoT ดันสถาปัตยกรรม Distributed Core ตอบโจทย์โลก IoT ในอนาคต

ในงาน Dell Technologies IQT Day ณ New York ทาง Dell ได้ออกมาประกาศถึงการเปิดตัวแผนก Internet of Things (IoT) อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ IoT Solutions Division เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี IT Infrastructure สำหรับรองรับโลกของ IoT โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ Hyper-converged Platform, Software, Data Management, Security ไปจนถึง Workshop และ Technology Advisory ด้วยสถาปัตยกรรมที่ Dell ตั้งชื่อว่า Distributed Core

 

แผนก IoT นี้จะมี Ray O’Farrell ผู้ดำรงตำแหน่ง CTO แห่ง VMware มารับบทบาทเป็น General Manager โดยในแรกเริ่มได้มีการเปิดตัวโครงการและบริการต่างๆ ภายใต้แผนกนี้ดังนี้

  • Dell EMC Project Nautilus ระบบ Software สำหรับรวบรวม จัดการ และเข้าถึง Data Stream ที่รวบรวมมาจาก IoT Gateway ในแบบ Real-time
  • VMware Project Fire ระบบ Hyper-converged Platform ที่เป็นส่วนหนึ่งในผลิตภัณฑ์ตระกูล VMware Pulse ที่มุ่งเน้นการจัดเก็ยข้อมูล IoT และประมวลผลได้แบบ Real-time เป็นหลัก และจะกลายเป็นตัวกลางที่เชื่อผสานระหว่าง Edge และ Cloud เข้าด้วยกัน
  • RSA Project IRIS ระบบ Security Analytics สำหรับรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ Edge Computing โดยเฉพาะ
  • Processor Accelerator เร่งประสิทธิภาพการประมวลผลที่ Edge โดยจับมือร่วมกันระหว่าง VMware, Intel, NVIDIA และ Dell Technologies
  • Project Worldwide Herd โครงการสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถทำ Deep Learning ได้โดยไม่ต้องย้ายข้อมูลเข้ามาอยู่ที่เดียวกัน
  • IoT Vision Workshop ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดความสำคัญได้ว่าควรจะเริ่มต้นทำโครงการ IoT ได้เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจก่อน
  • IoT Technology Advisory พัฒนาสถาปัตยกรรมและ Roadmap เบื้องต้นสำหรับโครงการ IoT ให้นำไปใช้เป็นแนวทางได้

นอกจากนี้ Dell EMC เองก็ยังได้เข้าร่วมใน EdgeX Foundry, Industrial Internet Consortium (IIC) และ OpenFog Consortium เพื่อร่วมผลักดันโครงการ Open Source และ Ecosystem ของการนำ IoT มาใช้ในภาคธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้นไปด้วย

Credit: Dell EMC

 

สำหรับแนวคิด Distributed Core ของ Dell ในครั้งนี้ คือการนำหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูงไปติดตั้งไว้กึ่งกลางระหว่าง Edge ที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT และ Cloud ที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดในภาพรวม และแบ่งบทบาทกันดังนี้

  • Edge ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจาก Data Source ที่เป็นอุปกรณ์ IoT ต่างๆ โดยตรงมารวบรวม และทำหน้าที่บริหารจัดการข้อมูลและอุปกรณ์ในเบื้องต้น
  • Distributed Core ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลในแบบ Real-time, ทำ Machine Learning และ Stream ข้อมูลสู่ Cloud และระบบอื่นๆ
  • Cloud ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลในระยะยาว, ทำ Deep Learning ที่ต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาล และทำ Data Integration ผสานข้อมูลสู่บริการ Cloud อื่นๆ

สิ่งที่ Dell จะทำในส่วนของ Distributed Core ครั้งนี้คือการนำนวัตกรรมฝั่ง Server ใหม่ๆ มาเสริมให้ Distributed Core เหล่านี้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ทำให้องค์กรสามารถสร้าง Core Computing กระจายได้ตามแหล่ง Edge Computing มากที่สุดนั่นเอง ซึ่ง Dell EMC PowerEdge C-Series ก็จะถูกปรับแต่งเพื่อให้รองรับกับการทำ Batch Training และ Machine Learning มากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีฝั่ง Storage อย่าง Dell EMC Isilon, Dell EMC Elastic Cloud Storage, HDFS ก็จะเข้ามามีบทบาทในการจัดเก็บข้อมูล ส่วน Pivotal Cloud Foundry (PCF) และ Pivotal Container Service (PKS) นั้นจะมามีบทบาทในการจัดการ Analytics Application เป็นหลัก

 

ที่มา: http://www.storagereview.com/dell_technologies_unveils_iot_strategy_division_solutionshttps://blog.dellemc.com/en-us/iot-is-as-good-as-the-infrastructure-that-supports-it/



About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

นักวิจัยเผยช่องโหว่บน Nintendo Switch ที่อาจจะไม่สามารถแก้ไขได้

นักวิจัยได้เผยข้อมูลการใช้งานช่องโหว่บนชิปที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ Nintendo Switch หรือ ชิปประมวลผล Tegra จาก Nvidia โดยโปรเจ็คที่เปิดเผยออกมานี้ใช้ชื่อว่า ‘Fusée Gelée’ ซึ่งเป็นการแฮ็กผ่านการทำ Cold-boot (การบูตโดยการกดปุ่มที่สวิตซ์เครื่อง) เพื่อทำให้เจ้าของเครื่องสามารถลัดผ่านการป้องกันเข้าไปรันโค้ดที่ปรับแต่งขึ้นมาบนอุปกรณ์ได้ …

Apple แพตซ์แก้ปัญหา Security สำหรับ MacOS, iOS และ Safari

แพตซ์ที่ออกมาเมื่อวานนี้ ในทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์คือ MacOS, iOS และ Safari เกิดจากความร่วมมือกันของนักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Google Project Zero, Trend Micro’s Zero …