Chuck Robbins CEO ของ Cisco ประกาศในงาน Cisco AI Summit ครั้งที่ 2 ว่าปี 2026 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับการใช้งาน AI ในระดับองค์กร รวมถึงการใช้งานในสเกลขนาดใหญ่ โดยเทรนด์หลักที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญคือ Agentic Application และการยกระดับความเชื่อมั่น รวมถึงความมั่นคงปลอดภัยในระบบ AI

ที่สำคัญผู้นำองค์กรต้องรู้ผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงปลอดภัยจากการใช้ AI โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นในข้อมูล, ในตัวโมเดล, ในโครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้แต่ในตัว Agent และพาร์ทเนอร์ที่ทำงานร่วมกัน สิ่งเหล่านี้คือวาระเร่งด่วนที่อุตสาหกรรมต้องจัดการ
Jeetu Patel ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Cisco ได้ขยายความถึงข้อจำกัด 3 ประการที่เป็นคอขวดสำคัญในปัจจุบัน โดยเริ่มต้นที่ ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาใหญ่ที่สุดในขณะนี้คือพลังงาน, การประมวลผล และแบนด์วิดท์เครือข่ายที่ไม่เพียงพอ Cisco และอุตสาหกรรมไอทีทั่วโลกกำลังใช้เม็ดเงินมหาศาลเพื่อแก้โจทย์นี้
อีกเรื่องคือ วิกฤตความเชื่อมั่น เพราะความมั่นคงปลอดภัยได้กลายเป็นเรื่องบังคับในการนำ AI มาใช้ ไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริมเหมือนในอดีต หากผู้ใช้งานไม่มั่นใจในระบบ พวกเขาก็จะไม่ใช้งานมัน เราจึงจำเป็นต้องมั่นใจว่าระบบ AI นั้นปลอดภัยในตัวเอง ไม่ใช่แค่การใช้ AI เพื่อมาทำ Cyber Defense เท่านั้น
สุดท้ายคือ ช่องว่างของข้อมูล การเทรนโมเดล AI ด้วยข้อมูลที่มนุษย์สร้างขึ้นกำลังจะถึงทางตันเพราะข้อมูลสาธารณะบนอินเทอร์เน็ตเริ่มไม่เพียงพอ ทางออกของเรื่องนี้คือ Synthetic Data หรือข้อมูลสังเคราะห์ที่สร้างโดยเครื่องจักร ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญและเติบโตก้าวกระโดดจากการทำงานของ AI Agents ตลอด 24 ชั่วโมง
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงภายในของ Cisco เอง Patel เปิดเผยว่าปัจจุบัน 70% ของผลิตภัณฑ์ AI ทั้งหมดที่ Cisco กำลังพัฒนา มีการใช้โค้ดที่เขียนโดย AI
เขายังคาดการณ์ว่าภายในปี 2026 Cisco จะมีผลิตภัณฑ์เกือบครึ่งโหลที่ใช้โค้ดจาก AI ทั้ง 100% โดยบทบาทของมนุษย์จะเปลี่ยนจาก ผู้เขียนโค้ด ไปเป็น ผู้กำหนดสเปกและผู้ตรวจสอบ แทน ซึ่งหมายความว่าคอขวดของการพัฒนาซอฟต์แวร์จะย้ายจากการเขียนโค้ด ไปอยู่ที่กระบวนการอ่านและตรวจสอบความถูกต้องของโค้ดแทน
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






