Breaking News

Amazon พร้อมเริ่มใช้การ Selfie แทนรหัสผ่าน

amazon_logo

Amazon ผู้ให้บริการร้านค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เตรียมพร้อมให้บริการการพิสูจน์ตัวตนโดยใช้การ Selfie แทนรหัสผ่าน นั่นคือ ลูกค้าจำเป็นต้องถ่ายวิดีโอตนเองเพื่อยืนยันตัวตนผ่านใบหน้าก่อนทำการซื้อสินค้า

และเพื่อป้องกันการนำรูปถ่ายคนอื่นมาแอบอ้างเพื่อปลอมตัวล็อกอินเป็นคนๆ นั้น ผู้ใช้จำเป็นต้องถ่ายคลิปวิดีโอสั้นๆ พร้อมแสดงอากัปกิริยา เช่น ยิ้ม หรือกระพริบตา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าตัวเองเป็นคน Selfie ณ ขณะนั้นอยู่จริงๆ

amazon_selfie_password

Amazon ให้บริการกระบวนการซื้อสินค้าที่สามารถทำได้เพียงแค่กดปุ่มเดียว หรือ “One Click Ordering” ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ซึ่งการพิสูจน์ตัวตนผ่านการ Selfie นี้จะเข้ามาข่วยสนับสนุนบริการดังกล่าวให้ยังคงทำได้อย่างรวดเร็ว แต่มีความมั่งคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาการใช้ Prime Account ร่วมกันของผู้ใช้ เป็นการส่งเสริมรายได้ให้แก่ Amazon มากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีการพัฒนาไปไกล ส่งผลให้การพิสูจน์ตัวตนสามารถทำได้อย่างปลอดภัยและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น การพิสูจน์ตัวตนผ่านการ Selfie ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการจำรหัสผ่านไม่ได้ของผู้ใช้ และการใช้รหัสผ่านซ้ำซ้อนกัน โดยใช้สิ่งที่ทุกคนมีอยู่แล้ว นั่นคือใบหน้าของตนนั่นเอง

ที่มา: https://www.helpnetsecurity.com/2016/03/21/amazon-selfie-password/


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

NTT Communications ใช้ ISO 50001 ลดการใช้พลังงานในดาต้าเซนเตอร์ลงกว่า 6 แสนหน่วยต่อปี

ทางทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสเข้าร่วมการแถลงข่าวจาก NTT Communications เผยถึงการนำมาตรฐาน ISO 50001 เข้ามาใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ของตนซึ่งประหยัดพลังงานที่ต้องใช้ได้ถึง 15% เพียงแค่ปรับกระบวนการให้ได้มาตรฐาน

Facebook เผยพบ Password ผู้ใช้งานถูกเก็บแบบ Plain Text หลายร้อยล้านราย ตอนนี้แก้ไขแล้ว

Facebook ได้ออกมาเผยว่าเมื่อเดือนมกราคม 2019 ที่ผ่านมา ทีมงานภายใน Facebook ได้มีการทำ Security Review และพบว่ามี Password ของผู้ใช้งานจำนวนหลายร้อยล้านรายการถูกเก็บเป็นแบบ Plain Text โดยมีพนักงานภายใน Facebook เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ ซึ่งปัจจุบันทาง Facebook ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้วและมีแผนที่จะแจ้งเตือนลูกค้าผู้ใช้งาน ในขณะที่ KrebsOnSecurity ก็ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกของเหตุครั้งนี้เพิ่มเติม