บทความพิเศษ: การใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทย

บทบรรณาธิการ: Kent Walker, Senior Vice President, Global Affairs, Google

หลายปีก่อนผมได้ฟังการบรรยายของ Hans Rosling นักสถิติชื่อดังชาวสวีเดนที่ทำงานด้านการนำเสนอแผนภาพข้อมูล (Data Visualization) เขาฝันถึงแดชบอร์ดสำหรับวิกฤตทั่วโลก เขากล่าวว่า “เรามีแดชบอร์ดสำหรับรถยนต์แล้ว แต่เรายังไม่มีแดชบอร์ดสำหรับปัญหาใหญ่ๆ ที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่”

วันนี้แดชบอร์ดที่ว่านั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว เรากำลังผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิมและพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ในการประมวลผลข้อมูล เครื่องมือเหล่านี้เริ่มช่วยให้เราเข้าใจวิกฤตที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา นอกจากนี้ยังช่วยให้เราระบุรูปแบบต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อม เยียวยา หรือแม้กระทั่งป้องกันวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือวิกฤตการณ์ด้านความยั่งยืน เราอยู่ในจุดที่ AI กำลังพัฒนาความสามารถของมนุษยชาติในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามที่ Hans Rosling คิดไว้

หลายศตวรรษที่ผ่านมาผู้คนได้ใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการกับความเสี่ยงและความท้าทายไปด้วย การยืนกรานว่าการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่มีความเสี่ยงคือการปฏิเสธความก้าวหน้าของมนุษย์ ไฟฟ้าทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานได้ แต่ก็สามารถก่อให้เกิดไฟไหม้ได้เช่นกัน นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดใช้ไฟฟ้า แต่หมายความว่าเราต้องใช้มันอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น ปัญหาเกี่ยวกับ AI ที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันเทียบได้กับการที่บรรพบุรุษของเราหาวิธีใช้ไฟฟ้าหรือไฟ เราจะใช้ประโยชน์จาก AI และป้องกันผลกระทบของมันไปพร้อมๆ กันได้อย่างไร?

ก่อนอื่นเราต้องมีการพัฒนา AI อย่างครอบคลุม บริษัทเทคโนโลยีทั้งหลายมีหน้าที่ในการเพิ่มจำนวนพนักงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น รวมทั้ง Google ด้วย และพวกเขาควรเปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์นวัตกรรมที่อยู่นอกองค์กรได้ใช้เครื่องมือในการสร้าง AI อย่างมีความรับผิดชอบและเป็นประโยชน์ต่อสังคม สำหรับ Google เรามี TensorFlow แมชชีนเลิร์นนิงเฟรมเวิร์กแบบโอเพนซอร์สที่ให้บริการฟรีสำหรับทุกคน

นอกจากนี้เรายังมีความมุ่งมั่นที่จะใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีด้วยความรับผิดชอบ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทีมงานของเราได้เน้นย้ำถึงความรับผิดชอบนี้ต้องมาก่อนการพัฒนา AI และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ เราต้องการที่จะสร้างกฎบัตรจริยธรรมเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีภายในองค์กร และแบ่งปันค่านิยมของเราสู่สังคม ในปีนี้เราได้ประกาศหลักการในการพัฒนา AI ซึ่งเป็นกฎบัตรจริยธรรมสำหรับการพัฒนา AI และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ ของ Google

หลักการเหล่านี้เป็นแนวทางในการตัดสินใจของเราเกี่ยวกับประเภทของฟีเจอร์ที่เราควรต้องสร้างและการค้นคว้าวิจัยต่างๆ ที่เราควรต้องดำเนินการ ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าอาจมีประโยชน์เช่นเดียวกับเทคโนโลยีและเครื่องมืออํานวยความสะดวกใหม่ๆ ที่ช่วยตามหาคนหาย รวมทั้งแอปพลิเคชันใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่นำไปใช้ได้หลายด้าน เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยเช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งานเป็นไปตามหลักการและค่านิยมขององค์กรของเรา และเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลกระทบในเชิงลบ เรายังได้ร่วมมือกับองค์ต่างๆ เพื่อ

ระบุและแจกแจงความท้าทายเหล่านี้ ที่ Google เราได้พิจารณาข้อสงสัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนโยบายที่สำคัญต่างๆ ก่อนที่จะอนุญาตให้ใช้ API สำหรับการจดจำใบหน้าบน Google Cloud 

หลักการในการพัฒนา AI ประการแรกของเราคือเทคโนโลยีที่เรากำลังพัฒนาอยู่จะต้องเป็นประโยชน์ต่อสังคม ปัจจุบัน AI ได้ผนวกรวมเข้ากับแอปพลิเคชันและบริการต่างๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก เช่น แอปพลิเคชัน Google Translate ที่ช่วยให้ผู้จากหลากหลายภาษาสามารถสื่อสารกันได้ แต่นอกเหนือจากการทำให้ชีวิตง่ายและสะดวกสบายขึ้นแล้ว AI ยังสามารถใช้ในการแก้ปัญหาใหญ่ๆ ได้ด้วย ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการนำเทคโนโลยีของเราไปใช้ให้เกิดประโยชน์หลายด้าน เช่น การพยากรณ์น้ำท่วมในอินเดีย การอนุรักษ์ประชากรนกที่ใกล้สูญพันธุ์ในนิวซีแลนด์ และการต่อต้านการประมงที่ผิดกฎหมายในประเทศอินโดนีเซีย

เราตระหนักดีว่ามีความคิดที่ยอดเยี่ยมมากมายที่ไม่ได้รับการต่อยอดให้เกิดประโยชน์ขึ้นจริงเนื่องจากขาดทรัพยากรที่จำเป็น ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เปิดตัวโครงการ Google AI Challenge Impact ที่เปิดโอกาสให้องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร องค์กรทางสังคม และสถาบันการวิจัยทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ AI ในการแก้ไขปัญหาความท้าทายต่างๆ ในสังคม เราจะช่วยเปลี่ยนแนวคิดที่ดีที่สุดให้เกิดเป็นรูปธรรมด้วยการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ของ Google พร้อมด้วยเงินทุนสนับสนุนจำนวน 25 ล้านเหรียญสหรัฐจาก Google.org 

การพัฒนา AI จำเป็นต้องมีผู้ที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ นักพัฒนา หรือนักวิจัย เข้ามามีส่วนร่วมด้วย การพัฒนา AI ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมหมายถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมในการนิยามความหมายของสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ความร่วมมือของรัฐบาลมีความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากบทบาทสำคัญของรัฐในการจัดหาสินค้าสาธารณะและการควบคุมอุตสาหกรรมต่างๆ

สำหรับในประเทศไทยเรากำลังเริ่มโครงการที่น่าตื่นเต้นในการใช้ AI เพื่อป้องกันภาวะตาบอดในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 5 ล้านคน และ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดมีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจทำให้ตาบอดถาวรได้ แต่ในประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาเพียง 1,400 คนเท่านั้น เพื่อช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้สามารถช่วยผู้ป่วยจากการสูญเสียการมองเห็นได้มากขึ้น เราได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลราชวิถี สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินโครงการนำร่องที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจหาภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถคัดกรองผู้ป่วยได้มากขึ้นโดยใช้เวลาน้อยลง  

ประการสุดท้าย เราจำเป็นต้องมีกรอบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนา AI จะต้องอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เปิดโอกาสให้นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีมีการเติบโต ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการพัฒนาที่มีความรับผิดชอบและการประยุกต์ใช้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม เพื่อแก้ไขปัญหาความกังวลทั้งหมดในสังคม กรอบการกำกับดูแลเหล่านี้ต้องเกิดจากกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และภาคอุตสาหกรรม

แม้ว่าหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีความก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนากรอบการกำกับดูแลการพัฒนา AI แต่หากมองระดับภูมิภาค เอเชียแปซิฟิกยังขาดกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างสม่ำเสมอในการพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นนี้ อีกหนึ่งการดำเนินงานของเราซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือกับ UNESCAP คือการมอบเงินทุนสนับสนุนการสร้างเครือข่ายการวิจัยด้าน AI เพื่อประโยชน์ต่อสังคมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific AI for Social Good Research Network) เครือข่ายนี้จะนำนักวิชาการชั้นนำจากสมาคมมหาวิทยาลัยภาคพื้นแปซิฟิก (Association of Pacific Rim Universities) มารวมตัวกันเพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้ AI เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และสร้างกรอบการกำกับดูแล นอกจากนี้ยังจะเป็นเวทีสำหรับนักวิจัยเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ กับภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน

เราหวังว่าเครือข่ายการวิจัยด้าน AI เพื่อประโยชน์ต่อสังคมนี้จะกลายเป็นระบบนิเวศที่มีความร่วมมือกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภูมิภาคเอเชียแปซิกเพื่อพิจารณาว่าจะนำ AI มาใช้อย่างไร ประเด็นที่ว่า AI จะได้รับการพัฒนาและนำไปใช้อย่างไรเป็นเรื่องที่สำคัญมากเกินกว่าที่จะปล่อยให้คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ตัดสินใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนแล้วว่าเราจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะพัฒนาเทคโนโลยี AI อย่างมีความรับผิดชอบ ลดความเสี่ยงในการใช้งานที่ไม่เหมาะสม และใช้ประโยชน์จากศักยภาพของมันได้อย่างไร


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Veeam Availability Orchestrator v2 ออกแล้ว! พร้อมตอบโจทย์การทำ DR ในทุกองค์กร

Veeam ได้ประกาศออก Availability Orchestrator v2 แล้วซึ่งเปิดตัวเวอร์ชันแรกไปในปี 2018 โดยเวอร์ชันใหม่มีการเพิ่มขีดความสามารถให้ใช้งานได้ง่ายและรองรับการทำ DR ให้กับทุกองค์กร

นักวิจัยทยอยสาธิตช่องโหว่ BlueKeep แล้ว! แนะนำผู้ใช้งานรีบอัปเดตแพตช์

นักวิจัยจาก McAfee Labs ได้สาธิตช่องโหว่ ‘BlueKeep’ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เพิ่งถูกแพตช์จาก Microsoft ให้กับ WinXP,7, Server 2003/2008/2008R2 ไปไม่กี่วันนี้โดยมีการอธิบายว่าเป็นบั๊กที่ทำให้มัลแวร์สามารถแพร่กระจายตัวเองได้เหมือน WannaCry