[Guest Post] โนเกียปฏิรูปการพัฒนาเครือข่าย Data Center รูปแบบใหม่ประสิทธิภาพสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

โนเกียได้พัฒนาระบบเครือข่ายสำหรับ Data Center โดยคำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์, Webscale ขนาดใหญ่, ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารที่ใช้ระบบคลาวด์ในการให้บริการข้อมูล รวมไปถึงผู้ใช้งานระดับองค์กร โดยหัวใจหลักในการพัฒนาเน้นให้ครอบคลุมถึงความสามารถในการออกแบบ การสร้าง การประยุกต์ใช้ รวมถึงการบริหารจัดการและบำรุงรักษาเครือข่าย Data Center ได้อย่างอัตโนมัติ สามารถรองรับการขยายระบบที่เพียงพอต่อความต้องการและปริมาณข้อมูลมหาศาลจากธุรกิจในยุค 5G และอุตสาหกรรม 4.0 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  • บริษัท แอปเปิล อิงค์ (Apple Inc.) เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่ทดลองใช้โซลูชันใหม่ของโนเกีย โดยประยุกต์ใช้กับระบบ Cloud Data Centers ของตนเอง
  • โดยโซลูชันใหม่นี้ เปิดกว้างสำหรับผู้ใช้งานและนักพัฒนา มีความยืดหยุ่นสูง มีเครื่องมือและโปรแกรมเสริมที่สามารถทำให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว มีความถูกต้องแม่นยำ ง่ายต่อการบริหารและจัดการเครือข่าย Data Center ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอสปู, ฟินแลนด์ – โนเกียได้กำหนดคำนิยามใหม่ให้กับเครือข่าย Data Center ด้วยการเปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่สำหรับเครือข่ายโดยเฉพาะ (Network Operating System – NOS) โดยระบบปฏิบัติการใหม่นี้เป็นระบบที่เปิดกว้างสำหรับผู้ใช้งานและนักพัฒนา มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้ใช้ มีเครื่องมือที่ออกแบบมาสำหรับการบำรุงรักษาและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ช่วยให้ผู้ใช้งานและผู้ให้บริการสามารถรับมือกับปริมาณข้อมูลและการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ ตลอดจนการเตรียมพร้อมเครือข่ายของตนสำหรับเทคโนโลยีใหม่เช่น 5G และอุตสาหกรรม 4.0 เป็นต้น

โซลูชันใหม่ของโนเกีย ประกอบไปด้วยระบบปฏิบัติการเครือข่าย SR Linux (Service Router Linux) และ แพลตฟอร์ม FSP (NOKIA Fabric Service Platform) โดยมีการร่วมมือกันพัฒนากับบริษัท Webscale ระดับโลกหลายบริษัท อย่างเช่น บริษัท แอปเปิล อิงค์ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันได้นำโซลูชันนี้ไปใช้งานกับ Data Center ของตนเอง

ด้วยแอปพลิเคชันบนระบบคลาวด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล อีกทั้งการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI – Artificial Intelligence), การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning), ความเป็นจริงเสมือนและความเป็นจริงเสริม (VR – Virtual Reality, AR – Augmented Reality) มาประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทำให้เครือข่ายข้อมูลที่ใช้ในการเชื่อมต่อระบบคลาวด์ต่างๆ มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น นำมาซึ่งความต้องการระบบเครือข่ายที่จัดการง่าย มีความยืดหยุ่นสูง และมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆได้อย่างหลากหลาย

ถึงแม้ว่าระบบปฏิบัติการเครือข่ายได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการรองรับรูปแบบการใช้งานและความต้องการที่เฉพาะเจาะจง รวมไปถึงการประยุกต์ใช้กับโซลูชันใหม่ๆ และความสามารถในการทำงานแบบอัตโนมัติ ทำให้เกิดความยุ่งยากในการนำไปใช้งานและการเชื่อมต่อเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพตามความต้องการ เป็นเหตุให้ระบบไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ เกิดผลกระทบกับแอปพลิเคชันและโปรแกรมต่างๆที่ใช้งานหรือให้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการอัปเกรดระบบซอฟต์แวร์ในแต่ละครั้ง ผู้ใช้งานหรือผู้ให้บริการจะต้องเสียเวลาเป็นอย่างมากในการตรวจสอบการเชื่อมต่อเครือข่ายทั้งหมด ซึ่งระบบ Network Operation System (NOS) ของโนเกีย ได้พัฒนามาเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆของระบบเครือข่ายรูปแบบเดิมเหล่านี้

โนเกียได้ทำการคิดค้นและพัฒนา SR Linux (Service Router – Linux base) ซึ่งเป็นระบบที่มีความก้าวหน้าทางด้านสถาปัตยกรรมของระบบเครือข่าย สามารถเชื่อมต่อได้ถึงระดับ Micro Service อีกทั้งยังมี NetOps Development Kit (NDK) ที่มีความยืดหยุ่น มีชุดคำสั่งของโปรแกรมที่หลากหลาย สามารถรองรับการปรับแต่งเพื่อให้สามารถใช้งานกับแอปพลิเคชันได้อย่างง่ายดายผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น gRPC (open source remote procedure call) Protobuf (Protocol Buffers) เป็นต้น โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องประมวลผลใหม่และไร้ซึ่งข้อจำกัดทางด้านภาษาคำสั่งหรือการอ้างอิงจากคำสั่งอื่นๆ

เป็นที่รู้กันดีในแวดวงอุตสาหกรรมการสื่อสารว่า โนเกียได้คิดค้นและพัฒนา SROS (Service Routing Operation System) ของตนเองมาเป็นเวลายาวนาน โดยมีอุปกรณ์เราเตอร์ของโนเกียที่ทำงานบนพื้นฐานของ SROS ใช้งานอย่างแพร่หลายในเครือข่าย IP สำคัญๆ ทั่วโลก ซึ่ง SR Linux (Service Router – Linux base) นั้นเป็นการพัฒนาต่อยอดจาก SROS ของโนเกีย อีกทั้งยังถือว่าโนเกียเป็นบริษัทแรกที่พัฒนาระบบซอฟต์แวร์ของเครือข่ายดังกล่าวของอุตสาหกรรมนี้อีกด้วย

อีกส่วนประกอบที่สำคัญของโซลูชันคือแพลตฟอร์ม FSP (Fabric Service Platform) ที่ประกอบไปด้วยชุดเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผู้สร้างคลาวด์สามารถโปรแกรมเครือข่ายได้ทั้งแบบกำหนดเองหรือโปรแกรมเงื่อนไขเพื่อให้เครือข่ายทำหน้าที่เชื่อมต่อได้อย่างต้องการ ซึ่งการทำงานรูปแบบดังกล่าวมีความสามารถสูงกว่าแบบการโปรแกรมและบริหารจัดการในอุปกรณ์ทีละตัว  แพลตฟอร์ม FSP ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถใช้ในการออกแบบ สร้าง และวางระบบเครือข่ายได้ครอบคลุมทั้งระบบของ Data Center อย่างครบวงจร เหมาะสำหรับการสร้างระบบคลาวด์ และเครือข่ายที่ซับซ้อน อีกทั้งยังใช้ในการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูลเครือข่ายแบบ real-time ได้อย่างครบถ้วน

โนเกียได้นำโซลูชันทั้งสอง (SR Linux และ FSP) มาใช้งานร่วมกัน ทำให้ได้เครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูง มีความยืดหยุ่น สามารถกำหนดการทำงานแบบอัตโนมัติ ซึ่งทำให้การสร้างระบบ และการดูแลรักษาเครือข่ายคลาวด์เป็นไปอย่างง่ายดาย

อดัม เบ็คเทล รองประธานและหัวหน้าฝ่ายเครือข่ายของบริษัท แอปเปิล อิงค์ กล่าวว่า “เราอัปเกรดอุปกรณ์ Data Center ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานมาอย่างต่อเนื่อง การใช้เทคโนโลยีระบบใหม่ของโนเกียจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่ายและรับส่งข้อมูลในเครือข่าย Viborg ของเราที่ประเทศเดนมาร์ก”

นีล แมคเรย์, หัวหน้าฝ่ายสถาปัตยกรรมของ บีทีกรุ๊ป (BT Group) กล่าวว่า “ในฐานะที่เราเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการสื่อสารของโลกในการให้บริการการรักษาความปลอดภัยการจัดการเครือข่ายแบบคลาวด์ให้กับทั้งลูกค้าบุคคลและลูกค้าองค์กร เราตัดสินใจเลือกระบบ Data Center แบบจัดการอัตโนมัติให้เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำหรับบริการ telco cloud ของเรา โซลูชันสำหรับ Data Center Fabric ใหม่ของโนเกียมีความสามารถในการตั้งโปรแกรมแบบสมบูรณ์ และการตรวจจับเชิงลึก (deep telemetry) พร้อมด้วยเครื่องมือ (toolkit) ที่ทันสมัยทำหน้าที่ขับเคลื่อนและขยายการทำงานแบบอัตโนมัติของระบบ telco cloud ของเรา ให้เป็นไปได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการขับเคลื่อนการใช้งาน 5G ในอนาคต”

มูฮัมหมัด เดอรานี, ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายออกแบบเครือข่ายของ อิควินิกซ์ (Equinix) กล่าวว่า “อิควินิกซ์ทำงานร่วมงานกับโนเกียมาหลายปี เรามีความเชื่อมั่นในโซลูชันด้านเครือข่ายที่มีความน่าเชื่อถือสูง และสามารถเพิ่มคุณภาพเครือข่ายในระบบการให้บริการการสื่อสารทั่วโลกของเราได้ เรายินดีที่โนเกียได้ก้าวสู่ธุรกิจ Data Center และยังได้นำมาตรฐานความน่าเชื่อถือแบบเดียวกันมาพัฒนาเทคโนโลยี NOS ของ Data Center รุ่นต่อไปซึ่งเป็นระบบเปิดและสามารถต่อขยายได้ พร้อมกับความสามารถด้าน IP routing stack ที่ได้รับการยอมรับจากเครือข่ายทั่วโลก สิ่งนี้จะทำให้เกิดแพลตฟอร์มที่ทีมงานของผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถปรับแต่งและสร้างแอปพลิเคชันต่างๆได้โดยง่าย ตอบสนองการใช้งานที่ต้องการความรวดเร็ว”

ริชาร์ด เปทรี่, หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีและกรรมการบริหารของ ลิ๊งซ์ (LINX) กล่าวว่า “จากการที่เป็นผู้ให้บริการรุ่นแรกๆ ในกิจการเครือข่ายแบบเปิด เราพบว่าระบบเครือข่าย Data Center ในปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อความต้องการในการขยายเครือข่ายอัตโนมัติแบบเต็มพิกัดในด้านความชัดเจนและการเปิดกว้าง (visibility and openess) โดยที่ไม่เพิ่มบุคลากรจำนวนมาก การนำความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ของโนเกียเข้ามาสู่การให้บริการด้าน Data Center เป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก เรายินดีที่ได้เห็นผู้ผลิตรายใหญ่อย่างโนเกียก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้”

มาร์ก ฟาน ทอยเน็นโบรก, กรรมการผู้จัดการของ Team.blue/nl, team.blue ผู้ให้บริการโฮสติ้งต์รายใหญ่ที่สุดของยุโรปซึ่งนำโดยผู้ก่อตั้งที่มุ่งเน้นไปยังกลุ่มลูกค้าด้านนวัตกรรม ความเป็นส่วนตัว และการรักษาความปลอดภัย ที่ให้บริการแก่ลูกค้า 2.5 ล้านคนในยุโรป กล่าวว่า “โนเกียเป็นพันธมิตรหลักในการบริหารเครือข่าย Data Center ของเราในเนเธอร์แลนด์ การที่ได้เห็นโนเกียนำจุดแข็งในด้านเทคโนโลยีและความริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่มาสู่เทคโนโลยี Data Center แสดงให้เราเห็นว่าโนเกียเข้าใจในความต้องการของเราทั้งในปัจจุบันและอนาคต ความชัดเจนและความเปิดกว้างของเครือข่ายในแพลตฟอร์ม SR Linux ของโนเกียจะทำให้เราขยายเครือข่ายได้อย่างอัตโนมัติจากนี้ไปอีกหลายปี เราเฝ้ารอที่จะได้ใช้โซลูชันใหม่นี้ของโนเกียกับ Data Center ของเราในเร็ววันนี้”

อีลิฟ เยนิฮาน, ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนธุรกิจของเติร์กเซลล์ (Turkcell) กล่าวว่า “การที่โนเกียทำให้ Data Center Fabric ที่มีขนาดมโหฬารให้มีความสามารถด้านการจัดการแบบอัตโนมัติมากขึ้น เปิดกว้างมากขึ้น และใช้งานง่ายขึ้นนั้น แสดงให้เห็นว่าโนเกียมีวิสัยทัศน์และวิธีการทำงานเป็นไปในแนวทางที่เติร์กเซลล์ต้องการ บริการด้าน Data Center ของเราต้องการความคล่องแคล่วและความน่าเชื่อถือสูงสุด วิธีการทำงานของโนเกียได้ถูกวางแผนมาอย่างดี และเรามีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับโนเกียในการขับเคลื่อนไปสู่การใช้งานเครือข่ายที่ง่ายดาย รวดเร็ว ปรับแต่งได้หลากหลาย และขยายได้อย่างยืดหยุ่น”

อลัน เว็คเกิ้ล, นักวิเคราะห์ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยการตลาด 650 กรุ๊ป กล่าวว่า “กลุ่มบริษัทระดับ Hyperscaler มีความต้องการการสลับและรับส่งข้อมูลของเครือข่าย Data Center ในวันนี้ที่แตกต่างจากเมื่อ 5 ปีก่อนเป็นอย่างมาก โนเกียได้รวมเอาซอฟต์แวร์ด้านการรับส่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือมารวมกับหลักการเครือข่ายแบบเปิดที่ขยายได้ง่าย ทำให้เกิด NOS แบบใหม่ที่เป็นแพลตฟอร์มอัตโนมัติ และมีคุณลักษณะเป็น Data Center ที่รองรับความต้องการใหม่ๆ เช่น การขยายความสามารถอย่างไม่จำกัด ความรวดเร็วในการทำงาน และความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โนเกียได้ออกผลิตภัณฑ์ด้านคลาวด์ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ 650 กรุ๊ป ประเมินการใช้จ่ายสำหรับผลิตภัณฑ์ด้าน Data Center ว่าจะมีมากกว่า 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีภายในปี พ.ศ. 2567 ในขณะผู้ให้บริการด้านการสื่อสารและกิจการจะได้รับผลกำไรจากนวัตกรรมใหม่ๆ จากคลาวด์ในเวลาอีกไม่กี่ปีนับจากนี้”

เบซิล อัลวาน, ประธานกลุ่ม IP และ Optical Networks ของโนเกีย กล่าวว่า “ด้วยประสบการณ์หลายทศวรรษที่เราได้ให้บริการผู้ให้บริการด้านการสื่อสารต่างๆ เราเข้าใจถึงความท้าทายทางด้านวิศวกรรมในการที่จะสร้างและจัดการเครือข่าย IP ในระดับ mission-critical ระดับโลกเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม บริการ Data Center ขนาดใหญ่ก็มีความท้าทายเฉพาะของตัวมันเองเช่นกัน โซลูชัน SR Linux ที่เลื่องชื่อนี้เป็นการคิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมดจากความร่วมมือของพันธมิตรต่างๆ อาทิ บริษัท แอปเปิล อิงค์ ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจทั้งในแง่ความลึกและความความสมดุลที่จำเป็นสำหรับการใช้งานในอนาคต”

 

รายละเอียดผลิตภัณฑ์โซลูชันของโนเกีย 

 

  • โซลูชัน SR Linux (Service Routing – Linux base) ของโนเกียถูกสร้างขึ้นจากชุด Internet Protocol Suite ที่มาจากเทคโนโลยี SROS (Service Routing Operation System) ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งในด้านการขยายเครือข่าย ความยืดหยุ่นสูง และความสามารถในการทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ โดยมีการใช้งาน SROS อยู่ทั่วโลก ด้วยจำนวนเราเตอร์มากกว่าหนึ่งล้านตัวในเครือข่าย IP และอินเทอร์เน็ต SR Linux สามารถทำงานได้บนระบบ Linux ที่เป็นมาตรฐาน โดยไม่จำกัดฮาร์ดแวร์ ทำให้โซลูชัน SR Linux ของโนเกียทำงานได้กับฮาร์ดแวร์ทุกรูปแบบ ด้วยการใช้งานตั้งแต่สถาปัตยกรรมพื้นฐานตามบริการจัดการตามรุ่น มีการตรวจวัดข้อมูลของระบบเครือข่าย แบบ telemetry ที่สามารถให้ข้อมูลได้อย่างละเอียด มีอินเตอร์เฟซที่ทันสมัย เช่น gRPSC และ Protobuf ทำให้มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมที่ง่ายขึ้น เห็นโครงสร้างได้ชัดเจนมากขึ้น และควบคุมแอปพลิเคชันต่างๆ ได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น Network Development Kit – NDK ชั้นเลิศที่ถูกออกแบบมารองรับการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ๆ และชุดเครื่องมือคำสั่งต่างๆ ในคำสั่งภาษาโดยทีม NetOps ของผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ได้อย่างอิสระ

 

  • โซลูชัน FSP ของโนเกียเป็นการทำงานแบบ declarative intent-based แบบอัตโนมัติ และเป็นชุดเครื่องมือคำสั่ง (operation toolkit) ที่สนับสนุนการทำงานอย่างรวดเร็ว และการขยายขนาดเครือข่ายของระบบ NOS ทั้งที่เป็นแบบ SR Linux โดยตรง และแบบที่เป็นอุปกรณ์จากหลายผู้ผลิตผสมกันอยู่ในระบบ โซลูชัน FSP จะทำงานร่วมกับระบบเดิมที่มีอยู่อย่างง่ายดาย และสร้างการทดสอบซอฟต์แวร์ใหม่ผ่าน digital sandbox สำหรับจำลองการทำงานแบบ real-time fabric เพื่อใช้ในการออกแบบ ทดสอบ และแก้ปัญหาเครือข่าย ระบบที่ได้มาตรฐาน FSP สามารถลดเวลาในการทำงานและทำให้วางแผนงาน Day 0, Day 1 และ Day 2 ได้อย่างไม่ซับซ้อน ความสามารถของ FSP เหล่านี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจแก่ทีม NetOps ในทุกลำดับขั้นของการนำระบบ FSP มาใช้ในระบบ fabric ขนาดใหญ่ เป็นการช่วยให้ทีมสามารถทำงานได้ประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและใช้จำนวนบุคลากรน้อยกว่า

 

  • ผลิตภัณฑ์ด้านจัดการ Data Center ของโนเกียสามารถรองรับการเพิ่มขยายขนาดใหญ่และมีความยืดหยุ่นสูง เป็นฐานรากที่มั่นคงให้แก่ระบบ Data Center และระบบเครือข่ายคลาวด์ ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้รวมถึง Nokia 7250 Interconnect Router (IXR), Nokia 7220 ซีรี่ส์ IXR-H และ Nokia 7220 ซีรี่ส์ IXR-D ซึ่งมีหลายแบบ ทั้งเพื่อการทำงานประสิทธิภาพสูงทั้งในแบบ Chassis-based และแบบ fixed-Form-factor สำหรับ Data Center แบบ Top-Of-Rack (TOR), แบบ Leaf, แบบ Spine และแบบ Super-Spine ระบบทั้งหมดสนับสนุนอินเตอร์เฟสแบบ 400GE, 100GE, 50GE, 40GE, 25GE, 10GE และ 1GE มีความสามารถในการขยาย IP routing ที่ความทนทานสูง, สนับสนุนการส่งข้อมูลแบบ Layer 2, มี QoS, มี Telemetry ที่ขยายได้, มีระบบรักษาความปลอดภัยและมีส่วนบริการจัดการตามรุ่น

SR Linux, 7250 IXR และ 7220 ซีรี่ส์ IXR-D มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ส่วนโซลูชัน FSP และ 7220 ซี่รี่ส์ IXR-H คาดว่าจะวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

แหล่งข้อมูล

เครื่องหมายการค้า Linux® ถูกใช้ตามสิทธิ์ที่รับตามมาจากการรับช่วงอนุญาตจาก Linux Foundation ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นการเฉพาะได้ทั่วโลก จาก Linus Torvald ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า

 

เกี่ยวกับโนเกีย

เราสร้างสรรค์เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมต่อโลก เราพัฒนาและส่งมอบอุปกรณ์เครือข่ายที่ครอบคลุม และครบวงจร ที่สุดในอุตสาหกรรมนี้ รวมถึงซอฟต์แวร์ บริการและการให้ใบอนุญาต (licensing) ที่ครอบคุลมทั่วโลก ด้วยพันธกิจที่มุ่งมั่นในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนโดย โนเกียเบลล์ แล็บส์ (Nokia Bell Labs) เราเป็นหนึ่งในผู้นำในการพัฒนาและนำเครือข่าย 5G ออกสู่การให้บริกา

ลูกค้าผู้ให้บริการด้านการสื่อสารของเรามีเครือข่ายรวมที่พร้อมรองรับผู้ใช้บริการจำนวน 6.4 พันล้านเลขหมาย ลูกค้าองค์กรของเราใช้งานเครือข่ายสื่อสารระดับอุตสาหกรรมกว่า 1,300 เครือข่ายทั่วโลก เราปฎิรูปชีวิตผู้คน ในด้านการทำงานและการสื่อสาร โดยยึดมั่นในมาตรฐาน สูงสุดของจรรยาบรรณทางธุรกิจ  ศึกษาข้อมูล เพิ่มเติมได้ที่ www.nokia.com และติดตามเราได้ ทางบัญชีทวิตเตอร์ @nokia



About Maylada

Check Also

[Guest Post] BUILDER.AI เปิดตัว ‘STUDIO RAPID™’ ช่วยองค์กรสร้าง NATIVE APPS ได้ในวันเดียว

Studio Rapid นำเสนอโซลูชันแบบ  No-Code สำหรับลูกค้าองค์กรเพื่อสร้างแอปฯที่ครอบคลุมในเวลาอันสั้น  และสามารถปรับเปลี่ยนได้แบบเรียลไทม์  องค์กรสามารถเริ่มจากไอเดียไปสู่แอปฯที่ใช้งานได้จริงในเวลาที่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียว   

[Guest Post] Surface Pro X ใหม่ วางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย ด้วยประสิทธิภาพเหนือชั้นพร้อมแบตเตอรี่ที่ยาวนานยิ่งกว่า

ไมโครซอฟท์ ประกาศเปิดวันวางจำหน่าย Surface Pro X รุ่นใหม่ในประเทศไทย วันที่ 13 ตุลาคม 2563 ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายสำหรับลูกค้าภาคธุรกิจ Cipher Med และ ADD In Business  และสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ Banana IT, D-Kan, IT City, JIB, Lazada-Microsoft flagship store และ Shopee-Microsoft Authorized Store ราคาเริ่มต้น 49,990 บาท